
ในอดีต
ความพยายามในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่หนึ่งๆมักจะเน้นที่การจัดการพื้นที่ต้นน้ำ
หรือการจัดการเชิงระบบนิเวศ
แต่หลักการเหล่านั้นมักประสบปัญหาความไม่ชัดเจนทางนิเวศ
เนื่องจากเป็นการยากที่จะอธิบายว่าระบบนิเวศมีขอบเขตแค่ไหน
หรือ จะแบ่งพื้นที่ต้นน้ำตามการจัดการเชิงนิเวศได้อย่างไร
และที่สำคัญคือหลักการทั้งสองมักประสบกับความยากลำบากในการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จในอนุรักษ์ที่ชัดเจน
หากเราไม่สามารถมีความชัดเจนว่าเรากำลังอนุรักษ์อะไรและไม่สามารถกำหนดตัวชี้วัดกิจกรรมการอนุรักษ์ของเราได้
เราก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเรากำลังประสบความสำเร็จ
หรือทำงานได้ผลคุ้มค่าเงินทุนที่ลงไปหรือไม่
การอนุรักษ์โดยใช้สัตว์ป่าเป็นพื้นฐานทำให้เราต้องทำความเข้าใจความต้องการของสัตว์ป่า
ทั้งเรื่องประชากร และการใช้ถิ่นอาศัย
และเข้าปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า
ดังนี้ทำให้เราสามารถกำหนดขนาดและรูปร่างของพื้นที่ที่จะอนุรักษ์เพื่อให้ประชากรของสัตว์ป่านั้นคงอยู่ได้ระยะยาว
รวมทั้งขบวนการทางนิเวศวิทยาที่สัตว์ป่านั้นๆต้องการได้อย่างชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้การใช้ประชากรสัตว์ป่าเป็นตัวชี้วัดถึงสุขภาพ
และคุณภาพของพื้นที่ ทำให้เราเกิดความชัดเจนในเรื่อง
บริเวณใด หรือ ทำไมเราจึงจำเป็นต้องลงทุนลงแรงอนุรักษ์
วัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ที่ชัดเจนคืออะไร
และท้ายที่สุดคือจะวัดความสำเร็จหรือล้มเหลวของการอนุรักษ์ได้อย่างไร
การเน้นที่สัตว์ป่าทำให้การจัดการพื้นที่เกิดความชัดเจนทางภูมิศาสตร์
เกิดผลชัดเจนทางนิเวศวิทยา
และทำให้สามารถวัดผลสำเร็จของเป้าหมายการอนุรักษ์ได้

เป้าหมายระดับต้นๆของโปรแกรมผืนป่าแห่งชีวิต
คือการเปิดให้ผู้เกี่ยวข้องในขบวนการอนุรักษ์มีส่วนร่วม
โดยเฉพาะขั้นตอนการวิเคราะห์หาปัจจัยคุกคาม
ผู้มีส่วนร่วมจะร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล
ประเมินคุณภาพและช่องว่างของข้อมูล และการระบุปัจจัยคุกคามต่างๆ
จากนั้นผู้มีส่วนร่วมจะช่วยกันระบุถึงกิจกรรม
หรือหน่วยงานที่จัดการกับปัจจัยคุกคาม
ขบวนการนี้ทำให้ผู้มีส่วนร่วมได้ร่วมระบุถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไข
และจำแนกแนวทางที่ทำให้สถาบันเข้มแข็งขึ้น
หรือทำงานร่วมกัน
ในขบวนการการทำให้ขบวนการอนุรักษ์เข้มแข็ง
ดังนั้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องอาจมาจากตัวแทนชุมชน รัฐบาล
และองค์กรเอกชน และบริษัททำไม้
หรือบริษัทน้ำมันที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
ทำงานร่วมกันภายใต้โปรแกรมผืนป่าแห่งชีวิต

แม้ว่าพืชและสัตวป่าบางชนิดสามารถอาศัยอยู่ได้ในพื้นที่ที่มีคนรบกวน
แต่สัตว์ป่าอีกหลายชนิดไม่สามารถอยู่ได้
บางชนิดมีความเปราะบางต่อการรบกวนของมนุษย์เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้สูญพันธุ์
สัตว์ป่าที่มีพื้นที่อาศัยขนาดใหญ่
และถิ่นอาศัยที่หลากหลายมีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ในระดับท้องถิ่นได้
เนื่องจากมีความเปราะบางต่อการสูญเสียถิ่นอาศัย
และมักจะเผชิญกับการรบกวนจากมนุษย์ได้ง่าย
นอกจากนี้ยังมีความหนาแน่นต่ำด้วย
โดยมากสัตว์ป่าเหล่านี้มักมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ
ดังนั้นการสูญเสียสัตว์ป่าเหล่านี้ไป
จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง และ
กระบวนการของระบบนิเวศ
ดังนั้นสัตว์ป่าแห่งผืนป่าจึงมีบทบาทเป็นสัตว์ป่าที่เป็นร่มเงา
(Umbrella species) ที่สำคัญ
หากเราสามารถจัดการให้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มชนิดพันธุ์สัตว์ป่าแห่งผืนป่าได้
และสามารถลดปัจจัยคุกคามทั้งโดยตรงและโดยอ้อมได้
เราจะสามารถทำให้สัตว์ป่าเหล่านั้นอยู่อย่างยั่งยืนได้
แนวทางเช่นนี้ก็สามารถมีผลต่อการลดปัจจัยคุกคามต่อพืชและสัตว์อีกหลายชนิดที่อาศัยถิ่นอาศัยเดียวกัน
ขึ้นอยู่กับขบวนการทางนิเวศเดียวกัน และ
ได้รับผลกระทบจากมนุษย์เช่นเดียวกัน ไปในตัว
แนวทางการใช้ชนิดพันธุ์แห่งผืนป่า ยังช่วยทำให้กำหนดขอบเขตพื้นที่การทำงานบนพื้นทางของระบบนิเวศสัตว์ป่า,
ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์, และความรุนแรงของปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า
นอกจากนี้ การจัดลำดับความสำคัญในการอนุรักษ์
ยังเป็นไปตามชนิดพันธุ์แห่งผืนป่า มากว่าแนวเขตบริหาร
พื้นที่อนุรักษ์ หรือ การใช้ประโยชน์ที่ดินอื่นๆ
หน้า l1l
l2l |