|
รายงานความก้าวหน้าสถานการณ์ปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนและช้าง
ที่เกิดขึ้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย
 |
ทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูลทางวิชาการเพื่อนำมาวิเคราะห์หาแนวทางการป้องกันปัญหาเรื่องนี้
โดยทำงานร่วมกับสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
แผนในการเก็บข้อมูลมีอยู่ 3 แผน คือ
1.
การเก็บข้อมูลเรื่องการกระจายของโป่งกับแหล่งน้ำในพื้นที่ป่าทางตอนใต้ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
2. การเก็บข้อมูลเรื่องความเสียหายของพืชเกษตรที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และ
3. การเก็บข้อมูลเรื่องความหนาแน่นและการกระจายของช้างที่อยู่ในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
เพื่อนำข้อมูลที่ได้
จาก 3
หัวข้อนี้มาวิเคราะห์สาเหตุและแนวทางการบรรเทาปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างในพื้นที่แก่งกระจานนี้ |
การเก็บข้อมูลเรื่องโป่งและแหล่งน้ำได้ทำการสำรวจเสร็จสิ้นแล้วทั้งช่วงหน้าฝนและหน้าแล้ง
ส่วนข้อมูลกำลังอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์
โดยช่วงหน้าฝนเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2547
ถึงเดือนกันยายน ปี 2547
หน้าแล้งเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2548
ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ปี 2548
เจ้าหน้าที่อุทยานฯจะเป็นเจ้าหน้าที่ทีมสำรวจในหัวข้อนี้
โดยมีทางสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการทำงาน
ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าในช่วงหน้าฝนสามารถพบเห็นแหล่งน้ำกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในป่าด้านฝั่งตะวันออกและตะวันตก
(ป่าที่ดูเหมือนขาทั้งสองข้างที่อยู่บริเวณแก่งกระจานตอนใต้)
แหล่งน้ำที่พบเป็นทั้งลำห้วย, บึงน้ำกลางป่า(แหล่งน้ำซับ),
แอ่งน้ำ รวมถึงอ่างเก็บน้ำที่อยู่ตามชายป่า แต่ช่วงหน้าแล้ง
ในป่าฝั่งด้านตะวันออกลำห้วยส่วนใหญ่แห้งไม่มีน้ำไหล
เหลือแต่น้ำขังเป็นแอ่งในบางช่วง แอ่งน้ำใหญ่ ๆ
ที่เป็นแหล่งน้ำซับยังเหลืออยู่
น้ำที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นตามบริเวณชายป่า
ก็ยังคงมีน้ำอยู่แต่ระดับน้ำลดลงจากระดับน้ำที่มีอยู่ในช่วงหน้าฝนมาก
ซึ่งบริเวณแหล่งน้ำที่พบในช่วงหน้าแล้ง
นี้ก็สามารถพบเห็นร่องรอยการใช้แหล่งน้ำของช้างในเกือบทุกแห่งด้วยเช่นกัน
ป่าในฝั่งด้านตะวันตกที่ติดอยู่กับชายแดนซึ่งเป็นป่าใหญ่ซึ่งมีความอุดมสมบรูณ์ค่อนข้างสูงและเป็นป่าผืนใหญ่ที่ติดต่อ
กับป่าในประเทศพม่า
ลำห้วยที่ไหลมาจากชายแดนทุกสายมีน้ำไหลตลอดปี
ป่าในฝั่งนี้มีมีความอุดมสมบรูณ์ทั้งแหล่งน้ำและต้นไม้แต่ไม่ค่อยพบเห็นร่องรอยช้างมากเท่ากับป่าที่อยู่ทางด้านตะวันออก
สาเหตุอาจเป็นเพราะป่าในฝั่งนี้เป็นเขาสูงชันในขณะที่พื้นที่ในฝั่งตะวันออกไม่ชันมากนัก
แต่ข้อมูลเรื่องนี้
จะทราบอย่างชัดเจนเมื่อเริ่มทำการเก็บข้อมูลเรื่องความหนาแน่นและการกระจายของช้าง
ข้อมูลเรื่องโป่งซึ่งสังเกตจากแหล่งที่ช้างใช้กินดินในพื้นที่ทางตอนใต้นี้พบเห็นทั่วไป
จำนวนที่พบมีทั้งสิ้น 109 แห่ง
ซึ่งมีทั้งโป่งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นโป่งขนาดเล็กไม่ใหญ่มากนักแต่พบเห็นร่องรอยการกินดินของช้างด้วยเช่นกัน
ข้อมูลโป่งที่ได้ในเบื้องต้นนี้ทำให้คาดการณ์ได้ว่าปริมาณโป่งที่มีในพื้นที่นี้น่าจะมีความเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของช้างป่าในบริเวณนี้
ข้อมูลเรื่องความเสียหายของพืชเกษตรอันเนื่องมาจากปัญหาช้างออกมารบกวนกินพืชไร่
เป็นการทำงานร่วมกันทั้งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
โดยจะมีทีมเก็บข้อมูลเรื่องความเสียหายฯที่ออกทำการสำรวจทุกวันจันทร์-ศุกร์
มาตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2548
และมีแผนว่าจะทำการสำรวจในหัวข้อนี้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี
เพื่อดูว่าพืชที่ได้รับความเสียหายมีชนิดอะไรบ้าง
ระดับความรุนแรงของปัญหานี้ใหญ่แค่ไหน
พื้นที่ไหนที่ได้รับผลกระทบ และช่วงเวลาใดที่ได้รับผลกระทบ
อีกทั้งข้อมูลตัวนี้ยังจะนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลแหล่งน้ำ,
โป่ง
รวมทั้งการกระจายและความหนาแน่นของช้างในพื้นที่เพื่อพิจารณาว่าเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กับข้อมูลดังกล่าวหรือไม่
ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อไป
ข้อมูลที่รวบรวมได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพบว่า
ความเสียหายที่รวบรวมได้ทั้งหมดมี 287 เหตุการณ์
ซึ่งเป็นจำนวนเหตุการณ์อย่างน้อยที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้
เนื่องจากในบางกรณีทีมสำรวจไม่สามารถเก็บรวบรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงทุกครั้งได้
จึงถือเอาว่า 287
เป็นเหตุการณ์อย่างน้อยที่เกิดขึ้นในพื้นที่นี้
พื้นที่ที่ช้างออกมารบกวนเกษตรกรในพื้นที่รอบแก่งกระจานตอนใต้
นี้ครอบคลุมเป็นวงกว้าง มีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น
141 คน จาก 17 หมู่บ้าน(สองไร่ชายน้ำ ร่วมใจพัฒนา ป่าแดง
สวนใหญ่พัฒนา ห้วยโสก ห้วยสัตว์ใหญ่ เขาแหลม ห้วยยาง ห้วยแร่
ละเมาะ เฉลิมเกรียติพัฒนา ห้วยลึก ปากคลอง เฉลิมพร คลองใหญ่
ทุ่งกระทิง และหุบเสือดำ) 4 ตำบล (ป่าเด็ง ห้วยสัตว์ใหญ่
หนองพลับ และบึงนคร) 2 อำเภอ (แก่งกระจานและหัวหิน) และ 2
จังหวัด (เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์)
พืชที่ได้รับความเสียหายมีทั้งสิ้น 40 ชนิด
พืชที่ช้างกินจริง ๆ มีแค่สิบชนิด
ส่วนที่เหลือช้างทำลายให้เกิดความเสียหายเฉยๆ
เนื่องจากเกษตรกรบริเวณนี้ส่วนใหญ่ปลูกพืชแบบสวนผสม
เมื่อช้างมากินพืชชนิดหนึ่งจึงเหยียบทำลายให้พืชชนิดอื่นๆ
เสียหายด้วย พืชที่ได้รับความเสียหายอยู่บ่อยมาก ๆ
มีอยู่ด้วยกัน 11 ชนิด ซึ่งคิดเป็น 90%
ของความถี่ที่ช้างออกมาทำลายพืชเกษตร ซึ่งได้แก่ กล้วย,
ขนุน, สับปะรด, มะม่วง, มะพร้าว, มะละกอ, มะนาว, ทุเรียน,
ฝรั่ง, ยางพารา และข้าวโพด ตามลำดับ
ในรายชื่อนี้มีมะนาวและยางพาราที่เป็นพืชที่ช้างไม่ได้กินเพียงแค่เหยียบหรือหักทำลาย
แต่ที่มีความถี่ที่เกิดความเสียหายบ่อยเป็นเพราะเกษตรกรมักจะปลูกมะนาวผสมอยู่ในไร่กล้วย
เมื่อช้างเข้ามากินกล้วยมักทำให้มะนาวเกิดความเสียหายด้วย
ส่วนยางพาราเกษตรกรที่ปลูกสับปะรดส่วนใหญ่เริ่มหันมาปลูกยางพารากันซึ่งเป็นการปลูกแซมอยู่ในไร่สับปะรดทำให้เมื่อช้างมากินสับปะรดจึงทำให้ยางพาราได้รับความเสียหายไปด้วย
จำนวนความเสียหายของพืชทั้ง 11 ชนิดนี้ ได้แก่
|
ชนิด |
จำนวนความเสียหาย |
มูลค่าความเสียหาย |
|
กล้วย |
6,392
กอ |
511,360
บาท |
|
ขนุน |
413
ต้น |
ไม่สามารถคำนวณได้ |
|
สับปะรด |
151,126
ต้น |
453,378
บาท |
|
มะม่วง |
702
ต้น |
ไม่สามารถคำนวณได้ |
|
มะพร้าว |
214
ต้น |
ไม่สามารถคำนวณได้ |
|
มะละกอ |
700
ต้น |
ไม่สามารถคำนวณได้ |
|
มะนาว |
240
ต้น |
ไม่สามารถคำนวณได้ |
|
ทุเรียน |
91
ต้น |
ไม่สามารถคำนวณได้ |
|
ฝรั่ง |
667
ต้น |
ไม่สามารถคำนวณได้ |
|
ยางพารา |
672
ต้น |
ไม่สามารถคำนวณได้ |
|
ข้าวโพด |
111,556
ต้น |
557,780
บาท |
ซึ่งแค่พืชทั้งสามตัวความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่จะอยู่ที่
1,522,518 บาท พืชชนิดอื่นที่คำนวนราคาออกมาไม่ได้เนื่องจากไม่ทราบจำนวนผลผลิตที่แน่นอนหรือมูลค่าต่อต้น
แต่เพียงแค่มูลค่าความเสียหายของพืชทั้งสามชนิดนี้ก็น่าจะถือว่าเกษตรกรที่อยู่บริเวณนี้ต้องสูญเสียรายได้เป็นอย่างมากจากปัญหานี้
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานตอนใต้นี้
ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมาขึ้น
ผลจากการเก็บข้อมูลพบว่าในช่วง 6
เดือนที่ผ่านมามีเกษตรกรหลายรายที่เพิ่งเคยประสบกับปัญหานี้เป็นครั้งแรก
ซึ่งเป็นผลมาจากช้างเริ่มเดินออกหากินในพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน
เป็นบริเวณกว้างขึ้น ช้างกล้าออกมากินพืชเกษตรบ่อยขึ้น
และช้างมีท่าทีเกรงกลัวต่อวิธีการไล่ของชาวบ้านน้อยลง
สรุปว่าทุกวันนี้ช้างเริ่มเสียนิสัยและเริ่มกล้าที่จะเผชิญกับเกษตรกรมากขึ้นทุกที่
เนื่องจากพวกมันทราบว่าจะไม่ได้รับอันตรายจากการออกมากินพืชไร่มากนัก
แค่โดนร้องไล่ และถูกทำให้ตกใจจากเสียงดังที่เกิดจากประทัด
ดังนั้นสิ่งเร่งด่วนที่ควรจะทำในเบื้องต้นก่อนที่จะได้ข้อสรุปถึงสาเหตุของปัญหาคือ
ต้องพยายาม
หาทางป้องกันไม่ให้ช้างสามารถเข้ามากินพืชเกษตรได้อย่างสะดวก
ต้องพยายามทำให้ช้างเรียนรู้ว่าพื้นที่เกษตรกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แหล่งอาหารของช้าง
และช้างไม่ควรเข้ามากินซึ่งต้องทำแนวป้องกันช้าง
และแนวป้องกันต้องมีประสิทธิภาพทำให้ช้างกลัวและไม่อยากเข้าใกล้
คือเมื่อเข้ามาอาจได้รับอันตราย (แต่ไม่ถึงกับรุนแรงมากนัก
ซึ่งอาจต้องทำให้ช้างเจ็บบ้างเล็กน้อย
เหมือนเป็นการทำโทษเพื่อให้เขาเรียนรู้ว่าเขาไม่ควรเข้ามาในบริเวณนี้)
รั้วไฟฟ้าเป็นวิธีการหนึ่งที่น่าสนใจนำมาใช้
เนื่องจากสามารถใช้เป็นแนวป้องกันและเมื่อช้างมาสัมผัสกับรั้วก็จะได้รับความเจ็บปวดเล็กน้อย
(ดังเช่นนักเรียนที่ทำผิดแล้วถูกครูตี
เขาจะเริ่มเรียนรู้ว่าเขาได้ทำในสิ่งที่ไม่สมควรทำลงไปและไม่ควรจะทำเช่นนี้อีกไม่เพราะจะถูกทำโทษ)
รั้วไฟฟ้าควรเลือกใช้แบบที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับช้างให้ถึงแก่ความตาย
เพียงแค่ทำให้ช้างรู้สึกเจ็บปวดเพียงช่วงสั้นๆ ก็พอ
เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาด
รู้จักคิดและหาทางแก้ปัญหาต่าง ๆ
การใช้รั้วไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวไม่ใช้ทางออกที่จะใช้ในการจัดการกับปัญหาได้ทั้งหมด
ชาวบ้านในทวีปแอฟริกาก็ประสบปัญหาเรื่องช้างป่าออกมากินพืชไร่ด้วยเช่นกันแต่พวกเขามีวิธีการป้องกันช้างที่น่าสนใจคือการนำพริกที่มีความเผ็ดร้อนมาใช้ในการป้องกันช้าง
โดยการนำพริกมาผสมกับน้ำมันเครื่องเก่าๆ
และนำพริกมาผสมกับขี้วัว ขี้ควาย
แล้วนำมาเผาให้เกิดควันที่มีกลิ่นฉุน
ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับกันในหลายพื้นที่ในทวีปแอฟริกา
ว่าใช้ได้ผลจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่น่าสนใจ
นำมาลองใช้ในพื้นที่แก่งกระจานนี้ด้วยเช่นกัน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรต้องหามาตรการ อื่นๆ มาใช้ร่วมกันด้วย
เช่นมาตรการเตือนภัย และมาตรการการไล่ช้างอย่างแข็งขัน
ที่ตลอดแนวรั้วควรมีหอเฝ้าระวังเป็นระยะๆ
และควรมีสัญญาณเตือนภัยติดไว้ที่รั้วเพื่อคอยแจ้งเหตุเมื่อช้างพยายามบุกผ่านรั้วไฟฟ้าแนวกันเข้ามา
สัญญาณเตือนภัยนี้เป็นตัวแจ้งเตือนให้ชาวบ้านและคนที่เฝ้าอยู่ที่หอทราบว่าช้างได้บุกเข้ามาแล้ว
ต้องพยายามช่วยกันไล่ช้างออกไป โดยการใช้พลุ ไฟสปอตไลท์และอุปกรณ์อื่นๆ
ประกอบไปด้วยอีกวิธีหนึ่ง
ซึ่งถ้าชาวบ้านรวมตัวกันออกมาช่วยไล่กันมากเท่าไหร่
ก็เหมือนเป็นการแสดงพลังให้ช้างเห็นถึงความเข้มแข็งของคนความกล้าในการออกมากินพืชเกษตรก็จะน้อยลงทั้งหมดนี้อาจเป็นมาตรกรเบื้องต้นเพื่อใช้ในการบรรเทาปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างในพื้นที่
|