คนกับช้างป่า ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้ง

img_1506

ทศวรรษที่ผ่านมา ข่าวคราวของปัญหาช้างป่าในประเทศไทยเริ่มส่อเค้าความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอันเนื่องมาจากการเผชิญหน้ากับ ช้างป่าเหล่านั้น ดูจะเป็นเรื่องที่ดังเข้าหูอยู่บ่อยครั้ง

นี่เป็นสถานการณ์ใหม่ ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับมันอย่างนั้นหรือ…

คำตอบอยู่ที่การตรากตรำทำงานของหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้ง ประชาชนในพื้นที่ผู้ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่เกินกว่าจะแก้ไขได้เพียงลำพัง และกระบวนการเหล่านั้นตอบคำถามได้ดีว่า สถานการณ์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในประเทศไทยเริ่ม ต้นขึ้นแล้ว ในหลายพื้นที่ อะไรคือสาเหตุแห่งความขัดแย้ง คำถามนี้มีคำตอบชัดเจนอยู่ในตัวปัญหา หลายสถานที่หลายสถานการณ์ และหลายปัจจัย อธิบายมูลเหตุความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่าได้เป็นอย่างดี
วันนี้ เราตรวจสอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของประเทศไทยในหลายภูมิภาคที่มีปัญหาความขัด แย้งระหว่างคนกับช้างป่า เพื่อเชื่อมโยงปัญหาและแนวทางการจัดการมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบว่า แม้ประเทศไทยจะเหลือประชากรช้างป่าในพื้นที่อนุรักษ์อยู่ไม่มากนัก แต่ เรื่องของปัญหาช้างป่าก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเสียแล้ว จะบอกว่า เป็น ปัญหาใหญ่ระดับช้าง ดูจะเหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับเรื่องนี้

กรองสถานการณ์

ช้างป่าเอเชีย ถูกจัดว่าเป็นสัตว์ป่าที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ในระดับโลก แม้จะยังคงมีรายงานการแพร่กระจายอยู่เป็นหย่อมๆในหลายพื้นที่ทั่วทั้งแนวเขต การแพร่กระจายดั้งเดิมทว่าประชากรของช้างป่าเอเชียก็ถูกคุกคามอย่างหนักจากการลดลงของพื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัย การล่าและปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง ปัญหา ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างกลายเป็นปัญหาสำคัญต่อวงการอนุรักษ์ในปัจจุบัน เนื่องจากจำนวนประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้การพัฒนาและ ความต้องการใช้ที่ดินขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของช้างมีขนาดเล็กลงและถูกแบ่งแยกออกเป็นหย่อมๆ ภาวะดังกล่าวทำให้คนกับช้างป่ามีโอกาสเผชิญหน้ากันมากขึ้นและปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน ก็ ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น มีรายงานปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกิดขึ้นในทุกประเทศตลอดแนวการ แพร่กระจายของช้างป่า ตั้งแต่ อินเดีย เนปาล ภูฎาน จีน บังคลาเทศ ศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเชีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย ซึ่งในหลายประเทศปัญหาดังกล่าวได้กลายเป็นปัญหาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งใน เรื่องของการจัดการสัตว์ป่าและพื้นที่อนุรักษ์

ในประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รายงานว่ามีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อย ๒๐ แห่ง อาทิอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเอาอ่างฤาไน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เป็นต้น และมีแนวโน้มว่า จะขยายตัวและมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต การหามาตรการที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างจึงเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อการอนุรักษ์และการจัดการช้างป่าในปัจจุบัน

ช้างป่ากับปัญหาที่ยังไม่จบ

_mg_6041

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า เป็นกรณีความขัดแย้งที่ใช้เรียกปัญหาหลากหลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับคนและ ช้าง ปัญหาดังกล่าวนับได้ว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการอนุรักษ์ช้างป่าในปัจจุบัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ จึงหมายรวมถึง การแก่งแย่งเรื่องถิ่นที่อยู่อาศัย ปัญหาประชากรที่เพิ่มจนเกินขนาด และรวมถึงกรณีการปะทะระหว่างคนและช้างทั้งโดยเจตนาและโดยบังเอิญจนเกิดการ บาดเจ็บและเสียชีวิต และกรณีพืชผลทางการเกษตรที่เสียหายอันเนื่องมาจากช้างเคลื่อนย้ายมาหากิน หรือเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่เพาะปลูก

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างไม่ใช่เรื่องใหม่ และการที่ช้างออกมากินพืชเกษตรนั้นได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมาเป็นเวลานาน แล้วทั้งในทวีปเอเชียและแอฟริกา ถึงขนาดที่นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของยุคที่มนุษย์เริ่มทำเกษตรกรรม เสียด้วยซ้ำในภาพรวม นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปปัจจัยสำคัญที่อาจเป็นสาเหตุหลักให้ช้างออกมาทำลายพืช เกษตรได้ ดังต่อไปนี้

รูปแบบการเคลื่อนย้ายประชากรตามธรรมชาติ (Movement patterns) มีรายงานการศึกษาบางชิ้นบ่งชี้ว่ารูปแบบการเคลื่อนย้ายประชากรช้างที่ปรากฏ ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบที่เคยเป็นมาในอดีตแม้ว่าที่อาศัยดั้ง เดิมจะถูกทำลายหรือถูกแปลงสภาพโดยมนุษย์ไปแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าในบางพื้นที่ช้างอาจเคลื่อนย้ายมายังพื้นที่เกษตรกรรมอัน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวตั้งอยู่ที่เส้นทางการเคลื่อนย้ายผ่านตามธรรรมชาติ

การเข้ามาใช้แหล่งน้ำ (Compettition for water) แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร เช่นอ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ หรือคลองชลประทานมักตั้งอยู่ตามแนวขอบป่าซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของช้าง ในฤดูแล้งที่น้ำเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนช้างป่าจึงมักเข้ามาใช้ประโยชน์ใน แหล่งน้ำนี้เช่นกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสในการที่จะเข้ามาอยู่ในระยะใกล้หรือเคลื่อนที่ ผ่านพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเข้าถึงแหล่งน้ำ

การลดขนาดของถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ ( Reduction od natural habitat) เมื่อผืนป่าถูกแบ่งแยกเป็นหย่อมๆ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ถิ่นที่อยู่ศัยตามธรรมชาติของช้างป่าจึงลดลงเรื่อยๆและเป็นการบีบบังคับให้ สัตว์ป่าที่ใช้พื้นที่หากินขนาดใหญ่ เช่นช้างประสบกับความยากลำบากในการอยู่รอด นอกจากนี้ยิ่งพื้นที่เกษตรกรรมมีการขยายตัวมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เกิดสภาพพื้นที่ที่เป็นขอบป่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสในการที่ช้างจะเคลื่อนย้ายเข้ามาในแปลงเกษตร ได้มากขึ้น ในหลายกรณี พื้นที่เกษตรกรรมยังเป็นพื้นที่ราบซึ่งตั้งอยู่ระหว่างผืนป่าธรรมชาติสอง ฝั่งจึงเป็นเสมือนทางบังคับให้ช้างต้องเคลื่อนที่ผ่านแปลงเกษตรเพื่อเดิน ข้างไปยังป่าอีกฝั่งหนึ่ง

ความเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่อาศัย (Degration of habitat) ใน หลายพื้นที่เจ้าหน้าที่มักตั้งสมมติฐานการที่ช้างออกมากินพืชเกษตรเป็นเพราะ ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติเสื่อมโทรมลงจนทำให้ช้างขาดแคลนพืชอาหาร โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ที่เป็นการแก่งแย่งอาหารโดยตรงของช้าง อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่ผ่านมายังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าคุณภาพของถิ่นที่ อยู่อาศัยมีผลต่อการทำให้ช้างออกหากินที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติหรือไม่อย่าง ไร

คุณค่าทางอาหารและรสชาติของพืชผลทางการเกษตร(Palatabitity and nutrivite of crops) พันธุ์พืชเกษตรที่มนุษย์คัดเลือกมาปลูกในเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่เป็นชนิดพันธุ์ ที่มีความเหมาะสมต่อการบริโภค ทั้งขนาด รสชาติ กลิ่น รวมไปถึงคุณค่าทางสารอาหาร จึงไม่น่าแปลกในที่เมื่อช้างได้ลิ้มลองรสชาติของพืชเกษตรซึ่งหลายชนิดมีความ คล้ายคลึงกับพืชอาหารตามธรรมชาติแต่มีคุณค่าทางสารอาหารที่เหนือกว่ามากจะทำ ให้ช้างเกิดแรงจูงใจในการออกมากินพืชเกษตรอีก นอกจากนี้ น้ำตาลซูโครสในพืชเกษตรหลายชนิดยังทำให้รสชาติดีและให้พลังงานแก่ช้างได้ มากกว่าพืชอาหารตามธรรมชาติที่มักมีเส้นใยสูงและย่อยยาก

kknp_hec2006_2

หากพิจารณาถึงความสำคัญของปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างต่อการ อนุรักษ์ ประชากรช้างโดยรวมจะพบว่า ปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแม้ว่า การสูญเสียถิ่นอาศัยและการล่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขตการแพร่กระจายและ จำนวนประชากรของช้างเอเชียและช้างแอฟริกาต่างลดลง แต่ปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างคนกับช้างก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนและในปัจจุบันได้รับการระบุ ว่าเป็นปัจจัยคุกคามที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งต่อช้างป่าทั้งในเอเชียและ แอฟริกา เนื่องจากบริเวณที่ช้างเหลือรอดในปัจจุบันมักถูกบีบให้ต้องเผชิญหน้ากับ มนุษย์มากขึ้น และสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมีผลให้ความอดทนของมนุษย์ต่อช้าง นั้นลดลงไปด้วย ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๙ – ๒๕๔๓ มีรายงานว่าช้างถูกฆ่าในอินเดียเนื่องจากความขัดแย้งกับเกษตรกร อย่างน้อย ๒๓๐ ตัว ในขณะเดียวกัน เกษตรกรจำนวนมากก็สูญเสียรายได้อันเนื่องมาจากพืชผลทางการเกษตรถูกทำลาย คิดเป็นมูลค่ามหาศาล ในประเทศมาเลเชียมีรายงานว่ารัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับเกษตรกรเจ้าของสวนปาล์มและยางพาราอันเนื่องมาจากช้างบุกเข้าทำลายมาถึงปีละ ๒๐ ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามประเด็นที่มีความสำคัญยิ่งก็คือเรายังไม่ทราบอย่างแน่ชัดถึง ระดับความรุนแรงของปัญหาที่แท้จริง เพราะเกษตรกรมักจะรายงานความเสียหายของพืชเกษตรที่เกิดจากช้างเกินความเป็น จริง โดยหวังว่าจะได้รับค่าชดเชยหรือความช่วยเหลือในด้านอื่นเพื่อบรรเทาความ เดือดร้อน นอกจากนี้ถ้าเปรียบเทียบความเสียหายของพืชเกษตร ที่เกิดจากสัตว์ชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนู ลิง นก หรือแมลง มักจะพบว่ามีมูลค่าสูงกว่าความเสียหลายที่เกิดจากช้างมาก แต่เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ขนาดใหญ่และมีอันตรายซึ่งสามารถทำร้ายหรือแม้แต่ ทำให้คนเสียชีวิตได้ ในระหว่างการเข้ากินพืชเกษตร เกษตรกรจึงมักมีปฏิกิริยาต่อช้างมากกว่าความเสียหายที่เกิดจากสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วยสาเหตุดังกล่าวชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในป่าแถบแอฟริกากลางจึงมีความกลัวและเกลียดชังช้าง ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของแอฟริกา และเอเชีย และความเกลียดชังเช่นนี้เอง ที่เป็นสัญญาณอันตรายต่อความอยู่รอดของช้างป่า

ประเทศไทยในภาวการณ์ เผชิญหน้า

ในส่วนของประเทศไทย นับได้ว่าโชคดีที่ช้างเป็นสัตว์ป่าที่มีคุณค่าสูงยิ่งในเชิงวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ทำ ให้คนทั่วไปมีความรู้สึกในเชิงบวกต่อช้าง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่ช้างเข้ามากินหรือทำลายพืชผลทาง การเกษตร ต้องเผชิญกับความสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและการสูญเสียโอกาสในเชิงสังคมใน หลายรูปแบบเช่น การอดหลับอดนอนเพื่อเฝ้าระวัง หรือการดำรงชีวิตด้วยความหวาดระแวง ในหลายพื้นที่ถ้าเลือกได้เกษตรกรเหล่านี้ คงอยากที่จะให้ช้างหมดไปจากพื้นที่ หรือในกรณีไม่มีทางเลือกอื่น เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมักเรียกร้องให้รัฐช่วยบรรเทาความเดือดร้อน หรือชดเชยความเสียหลายเป็นตัวเงิน และหากไม่ได้รับการตอบสนอง เกษตรกรบางส่วนมักเลือกแก้ปัญหาด้วยการลักลอบฆ่าช้าง หรืออำนวยความสะดวกให้กับพราน เพื่อขับไล่ช้างไปจากบริเวณนั้นๆ กล่าว โดยรวมเจ้าของที่ดินที่ได้รับผลกระทบมักจะมีมาตรการตอบโต้โดยการไม่ให้ความ ร่วมมือต่อโครงการอนุรักษ์และมีทัศนคติในทางลบต่อพื้นที่อนุรักษ์

ตัวอย่างหนึ่งของประชากรช้างป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จากการศึกษาวิจัยโครงสร้างประชากรอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีของนักวิจัย ได้คาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ พื้นที่ป่า ๑,๐๗๙ ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ จะถึงจุดอิ่มตัว ในการรับประชากรช้างป่า กระทั่ง กรกฎาคม ๒๕๔๘ สัญญาณดังกล่าวเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อชาวบ้านพบช้างเพศผู้ ๓ ตัว เดินอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ช้างตัวหนึ่งอายุประมาณ ๗ ปี เดินทางขึ้นไปทางเหนือและได้ทำร้ายชาวบ้านจนบาดเจ็บ ๑ รายและเสียชีวิต ๑ ราย ต่อมาช้างดังกล่าวถูกยิงตาย ส่วนช้างเพศผู้ อีก ๒ ตัว อายุ ๑๘ และ ๒๐ ปี ออกมุ่งหน้าทางทิศใต้ เข้าไปอาศัยหากินในบริเวณพื้นที่ป่าเขาป้อม ที่มีพื้นที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ นอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ร่วมกับฝูงช้างป่าที่อพยพมาก่อนหน้าตั้งแต่ ปี ๒๕๔๕ นักวิจัยให้ความเห็นเกี่ยวกับการออกนอกพื้นที่ในครั้งนี้ว่า อาจเป็นเพราะช้างไม่สามารถหาพื้นที่ครอบครองได้ เนื่องจากพื้นที่มีช้างป่าตัวอื่นครอบครองอยู่แล้ว จึงต้องหาแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่

img_1670

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตวป่าเขาอ่างฤาไน ทวีความรุนแรงมากที่สุดในประเทศไทย ใน ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๓๙ – ๒๕๔๙ พบว่ามีช้างป่าเสียชีวิตทั้งสิ้น ๑๗ ตัวเกิดจากธรรมชาติ ๔ ตัว เกิดจากมนุษย์ ๑๑ ตัว และไม่ทราบสาเหตุ ๒ ตัว ช้างที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นช้างเพศผู้ วัยเจริญพันธุ์และส่วนมากเสียชีวิตในพื้นที่ตอนบนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ ป่าฯ ที่มีถนนสาธารณะผ่านและเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาการบุกรุกทำลายพืชเกษตรของช้าง ป่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในพื้นที่ป่าแห่งนี้

นับจากปี ๒๕๔๓ ได้เกิดอุบัติเหตุกับช้างป่าบนถนนสาย ๓๒๕๙ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนมาแล้วจำนวน ๑๓ ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ๓ คน บาดเจ็บ ๑๐ คน มีช้างป่าเสียชีวิต ๓ ตัว บาดเจ็บอีก ๓ ตัว โดยช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือ ๑๘.๐๐ – ๐๓.๐๐ น. ช้างป่าออกมาเดินหากินตามแนวถนนสาธารณะอีกเส้นทางหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขาน กันมากที่สุดคือเส้นทางสายธนรัตน์ (ปราจีนบุรี- ปากช่อง) เส้นทางสายนี้ตัดผ่านพื้นที่ป่าใจกลางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บ่อย ครั้งที่เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนผู้สัญจรผ่านไปมา ปัญหาของถนนที่ตัดผ่านแหล่งอาศัยของช้างป่าเกิดขึ้นในอีกหลายพื้นที่ อนุรักษ์ของประเทศไทย เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งตราบใดที่เส้นทางเหล่านี้ยังถูกใช้เป็นเส้นทางในการคมนาคม โอกาสในการเผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างป่าย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความรุนแรงของปัญหา ขึ้นอยู่กับรูปแบบของถนนและการใช้ประโยชน์จากถนน ซึ่งจากการรวบรวมเอกสาร ดูเหมือนว่า ปัญหานี้ เกิดขึ้นรุนแรงที่สุดในพื้นที่ถนนที่ตัดผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่าง ฤาไน

ปัญหาคนกับช้างป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ก็เช่นกัน เมื่อสองปีที่แล้ว เริ่มมีการสำรวจและติดตามเหตุการณ์ การบุกรุกทำลายพืชไร่ของช้างป่าโดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ซึ่งตลอดระยะเวลา ๒๐ เดือนของการเก็บข้อมูล พบว่าช้างป่าที่นี่ เข้ามากินพืชไร่ของชาวบ้านตลอดทั้งปี ทั้งฤดูแล้งและฤดูฝน แต่ระยะเวลาของการเข้ามาทำลายสัมพันธ์โดยตรงกับช่วงของการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยเฉพาะมะม่วงและอ้อย ซึ่งจะอยู่ในเดือน เมษายน-พฤษภาคม และพฤศจิกายน-มีนาคม ช่วงเวลากลางคืนตั้งแต่ ๒๐.๐๐ ถึง ๐๒.๐๐ น. เป็นช่วงที่ช้างป่าเข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง ๑.๕ ล้านบาท นอกจากนี้ ระยะห่างจากแนวป่าที่ช้างออกมานั้นพบว่า มากว่าครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ อยู่ในระยะ ไม่เกิน ๗๕๐ เมตร จากแนวป่า และโดยส่วนใหญ่แล้วการออกมาทำลายพืชผลเช่นนี้ มากกว่าครึ่งหรือประมาณ ๒ ใน๓ เป็นฝีมือของช้างโทน

img_1552

สำหรับกรณีศึกษาช้างป่า ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นักวิจัยพบว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกิดขึ้นบริเวณทางตอนใต้ ของพื้นที่อุทยาน รูปแบบความขัดแย้งที่พบมากที่สุดคือ การที่ช้างป่าออกมากินและทำลายพืชเกษตร ซึ่งทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากผลิตผลทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหาย ขาดแคลนรายได้และตกอยู่ในความหวาดกลัวและหวาดระแวงจากการปะทะกับช้างป่า ปัญหานี้ส่งผลให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อช้างป่าและก่อให้ เกิดความไม่พอใจต่อพื้นที่อนุรักษ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ จนถึงปัจจุบัน มีรายงานว่า มีช้างเสียชีวิตอันเนื่องมาจากความขัดแย้งนี้ ไม่น้อยกว่า ๕ ตัว รูปแบบการขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า นับตั้งแต่ที่นักวิจัยลงพื้นที่ศึกษาข้อมูล จำนวน ๙๒๒ วัน พบว่ามีเหตุการณ์ความเสียหายของพืชเกษตรทั้งสิ้น ๘๓๕ เหตุการณ์ หรือเฉลี่ยประมาณ ๒๙ เหตุการณ์ต่อเดือน มี เกษตรกรจำนวน ๒๔๓ รายที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายครั้งนี้ และบริเวณระยะทางตามแนวขอบป่าที่ช้างออกมาทำความเสียหาย ครอบคลุมขอบป่า ๖๔ กิโลเมตร มีพืชเกษตรเสียหาย ๕๒ ชนิด พบทั้งร่องรอยของการกัดกินและเหยียบย่ำทำลาย โดยพืชเกษตรที่อยู่ในช่วงกำลังให้ผลผลิตได้รับความเสียหายมากที่สุด ถึง ๕๕% เมื่อทำการประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษกิจ พบว่ามีมูลค่าความสูญเสียเฉลี่ยปีละ ๓,๒๙๓,๗๖๖ บาทต่อปี นักวิจัยให้เหตุผลกับปัญหาช้างป่าออกมาหากินนอกพื้นที่ป่าทางตอนใต้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเหล่านี้ว่า มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยสามประการ ดังต่อไปนี้ คือ

ประการแรกเส้นทางการเคลื่อนย้ายตามธรรมชาติถูกตัดขาด สภาพผืนป่าทางตอนใต้ ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝั่ง เนื่องจากการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ทำให้เป็นอุปสรรคในการเคลื่อนย้านประชากร ซึ่งจุดที่แคบที่แคบที่สุดระหว่างป่าสองฝั่งในพื้นที่ ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จึงมักถูกใช้เป็นเส้นทางการเคลื่อนที่ย้ายประชากรของช้างป่าในบางฤดูกาล จึงเท่ากับเป็นการบังคับให้ช้างต้อนเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่เกษตรกรรม และทำให้เกิดความเสียหายตามมา

kknp_hec2006

ประการที่สองแหล่งน้ำในผืนป่าด้านตะวันออกขาดแคลนในช่วงฤดูแล้ง การกระจายของแหล่งน้ำในฤดูแล้งส่วนใหญ่ พบในทางด้านตะวันตก จึงอาจมีผลดึงดูดให้ช้างออกมาใช้แหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นตามขอบป่า จึงเพิ่มโอกาสในการทำให้ช้างเข้ามาใกล้กับพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะหากเป็นแปลงเกษตรที่มีการปลูกพืชเกษตรที่เป็นที่ชื่นชอบของช้าง

และประการสุดท้ายคือ พืชเกษตรดึงดูดช้าง พบว่าแปลงเกษตรกรรมจำนวนมากตามขอบป่าปลูกพืชเกษตรหลายชนิดที่เป็นที่ชื่นชอบ ของช้าง ดังนั้นผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดให้ช้างกลับ ออกมาบุกรุกพื้นที่เกษตรอย่างสม่ำเสมอ เพราะติดใจในรสชาติ รวมทั้งคุณค่าทางสารอาหารที่เหนือกว่าพืชอาหารตามธรรมชาติ

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างป่าและคน ที่ดูเหมือนจะได้รับการพูดถึงและกล่าวขวัญกันมากที่สุดเห็นจะเป็นช้างป่าใน พื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ปัญหาความขัดแย้งที่ยังไม่มีวันยุติ

สถาณการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าโดยรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เกิดขึ้นมาเป็นเวลาช้านานแล้ว นับตั้งแต่ ยุค ที่เริ่มมีการบุกเบิกที่ดินเพื่อการปลูกสับปะรดและทำการเกษตรอื่นๆโดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้เช่าพื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้เพื่อจัดสรรเป็นที่ทำกินให้แก่ชาวบ้าน ช่วงนี้เองที่ร่องรอยของช้างเริ่มปรากฏขึ้นตามขอบชายป่า แต่ช้างยังไม่ออกนอกพื้นที่ในช่วงแรก กระทั่งเมื่อมีการบุกรุกขยายพื้นที่เพื่อปลูกสับปะรดกันมากขึ้นและช้างเดินผ่านพื้นที่ไร่ที่ไม่มีเจ้าของเฝ้าอยู่ การกินสับประดของช้างเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก นับแต่ปี ๒๕๔๐ ช้างป่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาหากินบริเวณชาย ป่าใกล้ไร่สับปะรดนานขึ้น ปรากฏตัวนอกพื้นที่ป่ามากขึ้นจนนำไปสู่พฤติกรรมการหากินในพื้นที่โล่งติดกับไร่ สับปะรดทุกวัน และในเวลากลางคืน จะลงมากินสับปะรดของชาวไร่ กลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างป่าที่เป็นปัญหาความความขัดแย้งมาจนปัจจุบัน

ช้างป่ากุยบุรี เกิดปัญหาความขัดแย้งถึงขั้นที่เรียกว่ารุนแรงมากในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๘- ๒๕๔๖ มีช้างป่านับสิบตัวต้องสังเวยชีวิตไปกับปัญหานี้ จนเรื่องนี้ เป็นข่าวใหญ่โตและได้รับการกล่าวถึงกันมากขึ้นในสังคมไทย อย่างไรก็ดีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในพื้นที่ป่ากุยบุรีนับ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังมิได้ลดน้อยลงไป แม้ว่าจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญหลายครั้งโดยเฉพาะมีการจัดตั้งโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี อันเนื่องพระราชดำริ เมื่อปี ๒๕๔๑ ซึ่งสามารถลดระดับความรุนแรงลงไปได้มากระดับหนึ่ง แต่ปัญหายังคงอยู่ และส่งผลกระทบต่อวิธีชีวิตทั้งคนและสัตว์ป่า

จากการศึกษาของนักวิจัยพบว่า พื้นที่โดยรอบอุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งสิ้น ๕๔๓ แปลง มีจำนวน ๒๑๗ แปลงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาช้างป่าเข้าไปรบกวนพืชไร่ ซึ่งระดับความรุนแรงก็แตกต่างกันออกไป โดยช่วงเวลาที่ช้างออกมาไร่สับปะรดมากที่สุดคือช่วง ๑๖.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. เดือนมีนาคม - พฤษภาคม หรือในช่วงฤดูแล้ง จะเกิดปัญหามากที่สุด และสามารถประเมินผลกระทบจากความเสียหายได้ถึง ๔.๒๙ ล้านบาทต่อปี

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของเหตุการณ์และสถานการณ์บางส่วนของปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ซึ่งอาจเป็นเพราะสถานที่ดังกล่าวยังไม่มีมาตรการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา เหล่านี้อย่างเป็นรูปแบบที่ชัดเจน อันเนื่องมาจากปัจจัยจำกัดหลายๆอย่าง โดยเฉพาะบุคลากรด้านสัตว์ป่า และ งบประมาณจากภาครัฐ แต่สำหรับพื้นที่ที่มีการดำเนินการแล้ว พบว่าหลายแห่งเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการ เป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ องค์กรเอกชน และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ฤ ว่าการดำเนินการเช่นนี้ เป็นนัยยะ ในการแก้ปัญหา ที่ว่า ความร่วมมือเป็นสำคัญที่สุด สำหรับเรื่องนี้

ขจัดปัดเป่า บรรเทาปัญหา

dsc00042-300x225การเริ่มต้นแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับปัญหาช้างป่ากุยบุรี นั้นเกิดขึ้นจากการจัดตั้งโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวน แห่งชาติกุยบุรี อันเนื่องพระราชดำริ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน เพื่อคลี่คลายปัญหา มีการเวนคืนที่ดินราบลอนคลื่นระหว่างแนวเขากว่า ๒๐,๐๐๐ ไร่ ที่ถูกแผ้วถางจากป่าธรรมชาติเป็นไร่สับปะรด เพื่อให้กลับมาเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอีกครั้ง แนวคิดการจัดการและฟื้นฟูที่อยู่อาศัยนี้ได้ถูกนำมาใช้ และชุมชนท้องถิ่นรู้จักหน่วยงานที่มีหน้าที่ฟื้นฟูหน่วยงานนี้ว่า “โครงการกุญชร”
ต่อมาในช่วงปี ๒๕๕๐ ทางอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาช้างป่ากุยบุรี อีกครั้ง โดยประเด็นหลักอยู่ที่การจัดการกับคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาเหล่านี้เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ช้างป่าเสียชีวิต ซึ่งผลการดำเนินโครงการเริ่มส่งผลลัพธ์ให้เห็นแล้วว่า ทัศนคติและการยอมรับการอยู่ร่วมกันของคนกับช้างกำลังเป็นไปในทิศทางที่ดี

ช้างป่าแก่งกระจานเอง ได้รับการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบ โดยความร่วมมือของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า(WCS) ประเทศไทย และมีการสนับสนุนจากองค์กรด้านการอนุรักษ์จากต่างประเทศอีกหลายองค์กร ทำให้การแก้ไขปัญหา คลี่คลายและมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีเช่นกัน ซึ่งจากการทดลองในการทำแนวป้องกัน ติดสัญญาณเตือนภัยและจ้างคนเฝ้าระวัง พบว่าวิธีการดังกล่าวเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพและบรรเทาปัญหาที่เกิด ขึ้นได้แน่นอน

ในขณะที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ได้ดำเนินการ การควบคุมและการจัดการถนนสาธารณะ การจัดทำแผนแห่งชาติ และการเสริมทักษะให้แก่ เจ้าหน้าที่ในการดูแล ช้างป่า ซึ่งนับเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้การเสียชีวิตของช้างป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนลดลงได้ โดยปัจจุบันมีการปิดการสัญจรบนถนนในช่วงเวลา ๒๑.๐๐ – ๐๕.๐๐ น ของทุกวันเพื่อ ลดผลกระทบจากความเสียหายเนื่องจากปัญหาดังกล่าว ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะรายงานอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นกับช้างป่าบนท้องถนนนั้น นับจากเริ่มปิดถนนได้ร่วมปีเศษไม่พบว่ามีอุบัติเหตุดังกล่าวอีกเลย

โครงการฟื้นฟูพืชอาหารช้างป่าภูหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นับเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่บรรเทาและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนและช้างป่า ได้อย่างถาวร นับแต่โครงการได้ก่อสร้างรั้วไฟฟ้า แบบมาตรฐานและมีชุดปฏิบัติการพิเศษ “สายฟ้า” ออกตรวจพื้นที่ตามแนวรั้วทุกวัน ปัญหาช้างทำลายพืชผลทางการเกษตรบริเวณนั้นไม่ปรากฏอีกเลย

ป้องกันและจัดการ

มีหลากหลายวิธีการมากเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ระหว่างคนและสัตว์ป่า ทั้งนี้ได้มีการทดลองศึกษาและพัฒนากันหลายรูปแบบในหลายพื้นที่ที่ประสบกับ ปัญหาซึ่งวิธีการที่จะกล่าวในลำดับต่อจากนี้ จากข้อมูลทางวิชาการในหลายประเทศได้ระบุแนวทางในการจัดการปัญหาช้างป่าทำลาย พืชเกษตรไว้ ๔ ประเภทด้วยกันคือ

34_fs

เทคนิคการป้องกันแบบใช้สิ่งกีดขวางหรือการป้องกันแบบอยู่กับที่ (Passsive deterent methods) เทคนิคนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบการป้องกันทางกายภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ในการจำกัดการเคลื่อนที่ของช้างไม่ให้เข้าไปยังพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งนับว่าเป็นวิธีที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพและมั่นคงถาวร อย่างไรก็ตาม การป้องกันในลักษณะเช่นนี้ จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีการดูแลและบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นทางเลือกที่ต้องใช้งบประมาณลงทุนที่สูงและมีการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ การสร้างแนวป้องกันด้วยสิ่งกีดขวางนั้นมีหลายวิธี เช่น ทำสิ่งกีดขวางล้อมรอบพื้นที่เกษตรกรรม ทำสิ่งกีดขวางล้อมรอบแนวป่า ทำสิ่งกีดขวางกั้นระหว่างพื้นที่ป่าและพื้นที่ชุมชน ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น รูปแบบของสิ่งกีดขวางจะขึ้นอยู่กับงบประมาณและลักษณะพื้นที่ รูปแบบของสิ่งกีดขวางที่ทดลองใช้กันอยู่มีหลายประเภท เช่น การขุดร่องลึก การทำกำแพงหิน การทำแนวรั้ว การทำรั้วไฟฟ้า การทำรั้วพริก การใช้พืชที่ช้างไม่กินปลูกเป็นแนวกันชน เป็นต้น อย่างไรก็ดีการใช้แนวป้องกันเพียงอย่างเดียวในการจัดการปัญหาช้างป่า พบว่า โดยทั่วไปไม่สามารถที่จะจัดการปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาร่วมกับวิธีการอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

การแก้ไขปัญหาช้างป่าออกไปหากินออกนอกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลยโดยใช้รั้วไฟฟ้า เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อแก้ปัญหาข้อร้องเรียนของราษฎรที่ช้างออกไปกินและทำลายผลผลิตทางการ เกษตรของราษฎร ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อย ลูกเดือย พริก และราษฎร ได้เรียกร้องเงินชดเชยจากทางราชการ การแก้ไขปัญหาในระยแรกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ดำเนินการปลูกพืชที่เป็นอาหารช้าง เช่น ไผ่ กล้วยป่า มะไฟ ฯลฯ ทำโป่งเทียม และแหล่งน้ำในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่ยังพบว่า มีช้างออกไปหากินนอกพื้นที่ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงได้ดำเนินการสร้างรั้วไฟฟ้าเพื่อเป็นแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง กับพื้นที่ทางการเกษตรของราษฎร ด้านทิศตะวันออก ระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร โดยใช้ไฟฟ้า จากแบตเตอรี ขนาด ๑๒ โวลต์ และใช้เครื่องควบคุมการส่งกระแสไฟฟ้า ขนาด ๖,๐๐๐ วัตต์ ๑๒,๐๐๐ โวลต์ ไปตามเส้นลวดกันสนิมทดแรงดึงได้ ๑,๒๐๐ ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จำนวน ๒ เส้น และอีก ๑ เส้นเป็นสายดิน ผลการดำเนินงาน พบว่ามีช้างถูกไฟฟ้าผลักจำนวน ๓ ครั้ง มีช้างวิ่งทะลุรั้วออกไปนอกพื้นที่ ๑ ครั้ง และไม่พบว่าช้างออกไปทำลายผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านอีกเลย

img_5049e

เทคนิคการป้องกันแบบขับไล่หรือการป้องกันแบบมีการเคลื่อนที่ (Active deterrent methods) เป็นการใช้วิธีการต่างๆในการผลักดันและขับไล่ช้างออกนอกพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งวิธีการเหล่านี้หลายวิธี เป็นวิธีการดั้งเดิมที่มีการใช้ในการไล่ช้างมานานหลายสิบปี เช่นการใช้คนหลายๆคนขับไล่ช้าง การทำให้เกิดเสียงดัง การใช้ไฟ การใช้แสงสว่าง และการใช้พาหนะไล่ช้าง เทคนิคการป้องกันด้วยวิธีนี้ ส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาหรือบรรเทาความเสียหายโดยการพยายามขับไล่ช้างให้ออก นอกพื้นที่ให้เร็วที่สุด การประเมินประสิทธิภาพของวิธีการขับไล่หรือป้องกันทำได้ยาก และเนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาดสามารถเรียนรู้และคุ้นเคยกับวิธีการต่างๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นการพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบและผสมผสานวิธีการต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเป็นหลักประกันว่าช้างจะไม่เกิดความคุ้นเคยต่อวิธีการแบบใดแบบหนึ่ง ข้อเสียประการหนึ่งของวิธีการเหล่านี้ คือส่วนใหญ่อาจต้องเข้าไปใกล้ตัวช้าง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย อีกทั้งยังส่งผลในเรื่องสุขภาพจิตและความเครียดในการเผชิญหน้ากับช้าง แต่ข้อดีคือไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ ราคาถูกลงทุนน้อย ชาวบ้านทั่วไปสามารถประยุกต์ใช้ได้ โดยไม่ต้องมีทักษะพิเศษ และจากข้อมูลภาคสนามพบว่าหลายวิธีมีประสิทธิภาพในการไล่ข้างได้ค่อนข้างดี

article-1023061-016D004300000578-637_468x314

เทคนิคการเคลื่อนย้ายช้าง ( Translocation) ในทางทฤษีการเคลื่อนย้ายช้างกลุ่มที่มีปัญหาออกจากพื้นที่เป็น แนวทางการแก้ปัญหาอย่างถาวร เพราะเจ้าหน้าที่จะทำการเคลื่อนย้ายช้างที่เป็นปัญหาไปยังพื้นที่จัดสรรใหม่ เป็นการเฉพาะ เช่นปางช้าง หรือนำไปปล่อยในพื้นที่ป่าอื่นที่ไม่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง การเคลื่อนย้ายช้างมีการดำเนินการแล้วในหลายพื้นที่ เช่น อินเดีย เคนย่า มาเลเซีย แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย อูกันดา และเวียดนาม แต่เนื่องจากการเคลื่อนย้ายสัตว์ขนาดใหญ่มีข้อจำกัดและอุปสรรคมากมาย ทั้งยังต้องใช้งบประมาณมหาศาล การดำเนินงานจึงจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนงานอย่างละเอียด นอกจากนี้ก่อนการเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่ต้องทำการศึกษาโครงสร้างทางสังคมของ ช้างในพื้นที่ให้ชัดเจนเสียก่อน และถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายช้างจริงๆ ควรทำการเคลื่อนย้ายช้างที่ก่อปัญหาไปทั้งฝูงซึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน หรือถ้าเป็นช้างตัวผู้ อาจต้องทำการย้ายเป็นคู่ และควรย้ายไปยังพื้นที่ธรรมชาติที่มีช้างอาศัยอยู่ในพื้นที่ การย้ายช้างออกมายังพื้นที่จัดสรร เช่น ปางช้างนั้น โดยมักทำให้เกิดปัญหา ในเชิงสวัสดิภาพของช้างและเป็นภาระในดูแลไม่สิ้นสุด จากประสบการณ์การเคลื่อนย้ายช้างในหลายพื้นที่ในเอเชียพบว่า แม้จะมีความพร้อมด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ งบประมาณ อุปกรณ์ในการเคลื่อนย้าย และมีการวางแผนที่รอบคอบเพียงใดก็ตาม แต่การดำเนินงานมักพบข้อผิดพลาด หรือผลกระทบด้านลบอยู่เสมอ เช่นอาจมีการจับช้างผิดตัว หรือเมื่อทำการเคลื่อนย้ายช้างไปในพื้นที่ใหม่แล้ว ช้างอาจไปก่อปัญหาให้กับพื้นที่นั้นๆอีก และที่สำคัญขั้นตอนการจับและเคลื่อนย้ายช้างหลายๆครั้ง มีผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของช้าง เช่นที่เคนย่า มีรายงานช้าง ๕ ตัวจาก ๒๖ ตัว เสียชีวิต เนื่องจากบาดแผลที่ได้รับจากการขัดขืนในกระบวนการจับช้าง ดังนั้นปัจจัยที่ต้องคำนึงมากที่สุดคือความปลอดภัยและสวัสดิภาพของช้าง ระหว่างการเคลื่อนย้าย และที่สำคัญที่สุดวิธีการนี้ อาจไม่เหมาะสมนักกับพื้นที่ส่วนใหญ่ในเอเชีย ที่มีประชากรช้างป่าเหลืออยู่ไม่มาก ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็นจริงๆไม่ควรใช้วิธีเคลื่อนย้ายช้างในการแก้ปัญหา ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง

การจ่ายค่าชดเชยควมเสียหาย ( Compensation schemes) ระบบการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายที่เกิดจากสัตว์ป่านับเป็นหนึ่งในกลยุทธด้าน การอนุรักษ์ ที่มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ในกรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างก็เช่นเดียวกัน สิ่งแรกที่ชาวบ้านเรียกร้องเสมอเมื่อเกิดเหตุการณ์ณ์ช้างป่าเข้ามาทำลายพืช เกษตรก็คือการเรียกร้องขอค่าชดเชยความเสียหาย ซึ่งอาจมาพร้อมกับข้อเรียกร้องในการจัดการหรือกำจัดช้างป่าเหล่านั้น อย่างไรก็ตามการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวและจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ ตัวอย่างจากหลายประเทศที่ได้ทดลองจัดให้มีระบบการจ่ายค่าชดเชยพบว่าแม้ระบบ ดังกล่าวจะช่วยความรู้สึกที่ไม่ดีของเกษตรกรต่อช้าง และลดปัญหาการฆ่าช้างเพื่อเป็นการแก้แค้นได้ เพราะเกษตรกรมีความรู้สึกว่าได้รับการช่วยเหลือในทันที แต่ในระยะยาวการจ่ายค่าชดเชยจะทำให้เกษตรกรไม่มีส่วนร่วมในการจัดการปัญหา และยังทำให้พวกเขาไม่พิจารณาถึงแนวทางป้องกันอื่นๆ จึงเท่ากับว่ามีส่วนทำให้ปัญหาช้างออกมาทำลายพืชเกษตรที่เป็นปัญหาเรื้อรัง ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในหลายพื้นที่ ที่นำระบบการจ่ายชดเชยไปใช้ยังพบว่า เกษตรกรมักแจ้งค่าเสียหายเกินจากความเป็นจริง มีการแจ้งข้อมูลเท็จ เกิดการคอรัปชั่นเงินชดเชย เกิดความลำเอียงในการจ่ายยยค่าชดเชย จนอาจนำไปสู่ความแตกแยกในชุมชน และที่สำคัญปัญหาเหล่านี้ ทำให้ต้นทุนในการจัดการปัญหาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ช่วยลดระดับความรุนแรงของปัญหา ลงแต่อย่างใด ในที่สุดรัฐก็ไม่อาจแบกรับภาระในการจ่ายเงินชดเชยได้เพียงพอ จึงเท่ากับเป็นการใช้งบประมาณเพื่อการอนุรักษ์ไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

ประเด็นขบคิด

standard-fence-300x224จากปัญหาความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ในแง่ของนักอนุรักษ์หรือผู้จัดการพื้นที่อนุรักษ์ แล้วจะเห็นได้ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการหามาตรการที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถอยู่ร่วมกับช้างได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือทำอย่างไรให้ เกษตรกรสามารถอยู่ร่วมกับช้างได้อย่างยั่งยืน นั่น หมายถึงการบรรเทาปัญหาช้างบุกกินพืชเกษตรให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรยอมรับได้ แต่การดำเนินการจัดการกับดังกล่าว มีความเหมาะสมต่อสภาพปัญหาในพื้นที่นั้นๆหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมที่สุด อย่างในกรณีของการดำเนินงานที่แก่งกระจาน มีกรณีที่น่าขบคิดที่ว่า ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในการสร้างแนวป้องกัน ติดสัญญาณเตือนภัยและจ้างคนเฝ้าระวังอยู่ที่ ประมาณ ๕.๔ ล้านบาทต่อปี จึงยังเป็นที่ถกเถียงถึงแนวทางที่เหมาะสมกับการสร้างรั้วไฟฟ้าแบบถาวรซึ่ง ค่าใช้จ่ายประมาณ ๓ ล้านบาทในการก่อสร้างและดูแลบำรุงรักษาอีกประมาณปีละ ๓ – ๖ แสนบาท ต่อปี แต่อย่างไรก็ดี การการศึกษาในพื้นที่นี้ พบว่ารูปแบบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ดูจะเป็นหนทางที่เป็นมาตรการถาวรในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างหว่างคนกับ ช้างในพื้นที่แก่งกระจาน โดยการเปลี่ยนรูปแบบเกษตรกรรมไปเป็นชนิดที่ไม่มีผลกระทบกับช้างแต่เป็นพืช ที่ยังตอบสนองความต้องการของตลาดได้ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้

ส่วนกรณีการจัดการ ปัญหาช้างป่ากุยบุรี ก็พบประเด็นความวิตกกังวลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อสถานการณ์ถือครองที่ดินของเกษตรกรกลายเป็นของกลุ่มนายทุนที่เข้ามา กว้านซื้อ จนไม่มีใครสามารถรับประกันกับคำถามที่เกิดขึ้นเกิดมา ที่ว่า การบุกรุกป่าธรรมชาติจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ การล่าสัตว์ป่าจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ เรื่องเหล่านี้ เป็นสิ่งที่หลายคนกำลังขบคิดและวิตกกังวล เพราะนี่ คือปัญหาที่จะส่งกระทบต่อสัตว์ป่าโดยตรง โดยเฉพาะช้างป่าแห่งป่ากุยบุรี

img_4815

อย่างไรก็ดี บทสรุปหนึ่งที่ได้จากการศึกษาปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าคือ ตราบใดที่คนและช้างป่ายังอาศัยและหากินอยู่ในพื้นที่ที่สามารถใช้ได้ ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทุกๆวิธีการที่ดำเนินการจะเป็นเพียงแนวทางในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะ มันกลายเป็นเรื่องของลิ้นกับฟัน ที่ต้องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา ประเด็นเดียวที่เรา ต้องคำนึงถึงต่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้กันต่อไปในอนาคต หากไม่ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ นั่นคือ เราต้อง เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ซึ่งนั่นก็เป็นคำตอบที่ดีว่า ทำไม จึงมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ ในหลายท้องที่ทั่วประเทศ

ขอขอบคุณ

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย
WWF ประเทศไทย
คุณชลธร ชำนาญคิด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี
คุณอภิชา อยู่สมบูรณ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
คุณณรงค์ มหรรณพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
คุณอยู่ เสนาธรรรม หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
คุณ ชัยรงค์ ดูดดื่ม หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง
หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ
คุณวรรณชนก สุวรรณกร คุณไสว วังหงษา คุณพันทิภา พัฒนแก้ว คุณทองใบ เจริญดง คุณสรุพล จิตรวิจักษณ์ คุณเสาวนีย์ สารเนตร คุณประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ และเจ้าหน้าที่ทุกๆท่าน

เอกสารอ้างอิง

- สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า ประเทศไทย.๒๕๕๐. เทคนิคการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง. แสงเมืองการพิมพ์,กรุงเทพฯ
- สุรพล จิตรวิจักษณ์ ชลธร ชำนาญคิดและเสาวนีย์ สารเนตร. ๒๕๕๐. คนกับช้างป่า บนสถานการณ์ใหม่ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี. ฝ่ายจัดการทรัพยากรป่าไม้ WWF ประเทศไทย, ปทุมธานี.
- คณะวนศาสตร์. ๒๕๕๐. รวมบทคัดย่อ ทางรอดสัตว์ป่าท่ามกลางกระแสการพัฒนาประเทศ. ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ.
- ไสว วังหงษาและคณะ. ๒๕๔๙. การเสียชีวิตของช้างป่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ระหว่างปี ๒๕๓๙ – ๒๕๔๙ . หน้า ๑๓๒ – ๑๔๖ . ใน ผลงานวิจัยและรายงานความก้าวหน้า ประจำปี ๒๕๔๘. กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ.
- ไสว วังหงษาและคณะ.- ๒๕๔๙. ทำไมช้างป่าจึงออกหากินนอกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน . หน้า ๑๓๒ – ๑๔๖ . ใน ผลงานวิจัยและรายงานความก้าวหน้า ประจำปี ๒๕๔๘. กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ.
- ไสว วังหงษา และกัลยาณี บุญเกิด. ๒๕๕๐. อุบัติเหตุทางถนนที่เกิดกับช้างป่าบนถนนทางหลวงสาย ๓๒๕๙. หน้า ๑ ๒๐ น ผลงานวิจัยและรายงานความก้าวหน้า ประจำปี ๒๕๔๙. กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ.

เรื่อง โดย ….วรานุส 61 และ WCS ประเทศไทย