ประชุมเชิงปฏิบัติการ แนวทางการอนุรักษ์ช้างป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ครั้งที่ 3

ประชุมเชิงปฏิบัติการ แนวทางการอนุรักษ์ช้างป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง ครั้งที่ 3 ณ.ศูนย์ข้อมูลอนุรักษ์ช้างป่าละอู ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ ในครั้งนี้ กว่า 100 คน ในระหว่าง วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เริ่มตั้งแต่ เวลา 8.30 ถึง 13.30. น.

HEC_01

ช่วงเช้า ลงทะเบียนรับเอกสารการประชุมและรับเสื้อรุ่นประจำโครงการอนุรักษ์ช้างและการจัดการปัญหาคนช้างป่า

HEC_02

เวลา 08 :58 น. นาย ชุมพล แก้วเกตุ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดำเนินรายการกล่าวนำ ถึงสภาพโดยรวมของแนวทางการอนุรักษ์ช้างและการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
เวลา 09:00 น. นายสุริยนต์ โพธิบัณฑิตย์ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หัวหน้าเขตจัดการที่ 5 เป็นพิธีกรหลัก ในดำเนินรายการในห้องประชุม
เวลา 09:05 น. นายอนุวัช เต็มชัย ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ แทนนายอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

HEC_03

นายอนุวัช เต็มชัย ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ

นายอนุวัช เต็มชัย กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ว่าในส่วนของอำเภอหัวหิน นั้น ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีการเข้ามาดูแลในพื้นที่ที่เกิดปัญหาด้วยตัวเอง ในเรื่องของการชดเชยค่าเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เดือดร้อนในเบื้องต้น และให้การสนับสนุนงบประมาณ 500,000 บาท ขุดแหล่งน้ำให้กับช้างในป่าเพื่อลดปัญหาช้างป่าออกมาใช้แห่งน้ำร่วมกับชุมชน แต่คาดว่ายังมีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะปัญหายังเกิดอยู่ และในส่วนของตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ นั้น จะแตกต่างกับตำบลหนองพลับโดยสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน โดยแนวทางแก้ไขปัญหา ต้องใช้การมีส่วนร่วมกันในทุกภาคส่วน เพื่อให้คนกับช้างต้องอยู่กันอย่างสันติ อยู่ด้วยกันอย่างปลอดภัย ในเวทีการประชุมนี้อยากให้พูดคุยกันในเรื่องการแก้ไขปัญหากันในวันนี้ ช้างก็อยู่ส่วนช้าง คนก็อยู่ส่วนคน คือแนวทางแก้ไขที่ดี

เวลา 09:15 น. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าวถึงการดำเนินงานอนุรักษ์ช้างป่า

HEC_04
นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

พฤติกรรมของช้างมีการเรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงไปด้วยกับมนุษย์ เพราะฉะนั้นเป็นการดีที่มีหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่ดำเนินการเป็นผู้ประสานงาน เพื่อให้มีอุดมการณ์เดียวกันและเพื่อให้ทุกหน่วยงานจะได้ทำงานไปในทิศทางเดียวกันส่วนตัวอย่างนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังป่าละอูนั้นไม่ได้ต้องการเพียงเพื่อจะมาดูน้ำตกอย่างเดียวแต่เขาต้องการมาดูช้างป่าด้วย เมื่อเขามาที่ป่าละอูต้องมีช้างป่าและมีน้ำตกป่าละอู และ ให้เรานึกถึงอนาคตว่าคงไม่อยากให้ช้างป่าหายไป เพื่อจะให้มีช้างป่าอยู่ต่อไปทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จะทำอย่างเต็มที่ที่จะติดตามดูแลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เมื่อครั้งสมเด็จพระเทพฯ ได้เสด็จมาเยี่ยมท่านทรงรับสั่งถามทหารว่า ช้างป่ามีกี่ตัว ทหารตอบว่ามี 30 ตัว แต่ชาวบ้านบอกว่ามี 300 ตัว สมเด็จพระเทพฯ ท่านก็ทรงยิ้มแล้วทรงตรัสว่าเราเครียดเหมือนกันชาวบ้านบอก 300 ทหารบอก 30 อย่างนั้นครึ่งหนึ่ง 150 ตัว แต่จากการสำรวจพบว่ามีประมาณ 80 – 120 ตัว ในส่วนของทีมเฝ้าระวังช้างของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานร่วมกับสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า(WCS) ประเทศไทย และชุมชนองค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง ชุมชนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ ตำบลหนองพลับ ตำบลบึงนคร ได้มีงบประมาณมาให้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่อุทยานและชุมชนร่วมกันเฝ้าระวัง จากข้อมูลของทางอุทยานฯ พบว่ามีลูกช้างเกิดเฉลี่ย 8 – 10 ในปีผ่านมา และในอนาคตตามพระราชเสาวณีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ จะเชื่อมผืนป่ากันกับอุทยานแห่งชาติกุยบุรีโดยจะมีการทำ แนวเชื่อมต่อป่า (Corridor) และแนวป่าพืชอาหารช้าง โดยต้องทำที่แห่งนี้ให้มีครบทุกอย่าง และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถยังมีรับสั่งอีกว่า ” เมื่อเขาออกมา ขอให้ดูแลเขาด้วย “ พวกเราจะต้องช่วยกันดูแล เพราะในอนาคตเราอาจต้องเสียใจ ในสิ่งที่เสียไป และอยากให้คนที่ล่าช้างเปลี่ยนอาชีพมาทำอาชีพอื่นดีกว่า เพราะเราทุกคนอยากเห็นช้างอยู่ตลอดไป สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะขอฝากท่านผู้นำชุมชน คือเรื่องของการซื้อขายที่ดิน การเปลี่ยนมือ หากมีคนจะมาซื้อที่ดินของท่าน อย่าให้คนอื่นเข้ามามาก เพราะจะทำให้ความเข้มแข็งของชุมชนลดลง อีกเรื่องคือ ในเดือน ตุลาคมนี้ กลุ่ม ชมรม ทางช่อง 9 จะมาสร้างโป่งที่ยาวที่สุดในโลก จะใช้เกลือประมาณ 12 ตัน รวมเปลือกหอยและแร่ธาตุอาหารอื่นๆ ( บริเวณพื้นที่ป่าละอู ตำบลป่าเด็ง ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ ) โดยคาดว่าจะใช้พื้นที่ บริเวณท้ายเขื่อนกระหร่างสาม โดยจะทำโป่งให้กับช้าง และสัตว์ป่าอื่นๆ เพื่อเป็นอาหารเสริมและเป็นโรงอาหารธรรมชาติของช้างหรือสัตว์ป่าอื่นๆ จึงฝากให้ทุกคน ผู้นำชุมชน นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปร่วมกันในการดำเนินการเสริมสร้างโป่ง หากมีความสงสัยเกี่ยวกับงานหรือช้างป่า ก็สามารถติดต่อสอบถามประสานงานขอข้อมูลเพิมเติมมาได้ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

เวลา 09 : 40 น. ดร.ชุติอร ซาวีนี รองผู้อำนวยการ สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย กล่าวรายงานภาพรวมความก้าวหน้าของข้อมูลในระหว่างการดำเนินโครงการอนุรักษ์ช้างและการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า

HEC_05

ดร.ชุติอร ซาวีนี กล่าวรายงานภาพรวมความก้าวหน้าของโครงการ

ทางสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า(WCS) ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และ ผู้นำชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อจัดประชุมเกิดขึ้นทุกปี โดยทางสมาคมฯ ดำเนินงานในการจัดเก็บข้อมูลความเสียหายมาตั้งแต่ปี 2547 โดยมีรายละเอียดดังนี้

(2547-2549) การสำรวจภาคสนามการกระจายของประชากรช้างป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พบว่าภัยคุกคามกระจายอยู่ทั่วอุทยานฯและมีมากบริเวณส่วนบนของพื้นที่ เก็บข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากการทำลายพืชไร่ของเกษตรกรเพื่อประเมินระดับปัญหา

2549-2550: ดำเนินงานร่วมกับภาครัฐในการร่วมผลักดันการบังคับใช้กฏหมายในอุทยานฯและร่วมจัดตั้งการลาดตระเวนอย่างเป็นระบบเพื่อการลดภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าในพื้นที่ ศึกษาการประเมินจำนวนประชากรช้างป่า สัดส่วนเพศและอายุจากสารพันธุกรรมในมูลช้าง ดำเนินงานต่อเนื่องในการเก็บข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากการทำลายพืชไร่ของเกษตรกรเพื่อประเมินระดับปัญหา

2550-2551: ผลักดันการดำเนินงานลาดตระเวนอย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง ดำเนินงานในการเก็บข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากการทำลายพืชไร่ของเกษตรกรเพื่อประเมินระดับปัญหา และเริ่มการดำเนินงานการลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ร่วมกับชุมชน

ในปี 2551-2552: ผลักดันระบบการลาดตระเวนอย่างเข้มแข็ง ใช้ระบบ MIST ในการประเมินผล ดำเนินงานในการเก็บข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากการทำลายพืชไร่ของเกษตรกรเพื่อประเมินระดับปัญหาและต่อยอดการผลักดันให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและการหางบประมาณสนับสนุนการดำเนินงาน ศึกษาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่

2552 ปัจจุบัน ผลักดันการลดภัยคุกคามช้างป่าในอุทยานฯโดยระบบลาดตระเวนที่มีประสิทธิภาพ สร้างศักยภาพให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ผลักดันให้ชุมชนสามารถดำเนินการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ขยายแผนการบรรเทาปัญหาโดยใช้องค์ประกอบของแนวรั้วสัญญาณและชุดเฝ้าระวังในพื้นที่อื่นๆ ใกล้เคียง

จนถึงปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่า เกือบ 11 ล้านบาท ข้อมูลมาตั่งแต่ปี 2547 มาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าสถานภาพจำนวนประชากรเป็นตัวกำหนดพื้นที่ของช้าง โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ช้างออกก็มีตัวอย่างเช่น การเคลื่อนย้ายประชากรช้างตามธรรมชาติ การใช้แหล่งน้ำร่วมกับชุมชน การติดใจในรสชาติพืชอาหาร หรือสภาพโปร่งแห่งน้ำในพื้นที่ป่า เหล่านี้เป็นต้น

กลยุทธ์การบรรเทาปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง

ก่อนจะหาแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะกับชุมชนและได้ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น คณะทำงานได้มีการศึกษาวิธีการป้องกันช้างป่าอย่างเป็นมาตรฐานในวิธีต่างๆ ทั้งวิธีป้องกันและขับไล่ช้างป่าในปี 2549 ผลการศึกษาพบว่าเครื่องมือที่ช่วยป้องกันช้างป่าทีเหมาะสมที่สุดคือการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีเครื่องมือที่เป็นระบบรั้วสัญญาณเตือนภัยที่มีชุดเฝ้าระวังที่เข้มแข็งในพื้นที่เป็นตัวช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าร่วมกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจึงได้มีเริ่มเสนอแนวทางการร่วมกันแก้ปัญหาต่อชุมชนที่ได้รับผลกระทบและเกิดแนวรั้วแนวแรกขึ้นเมือเดือนกันยายน 2551

องค์ประกอบของแนวรั้วเพื่อการเฝ้าระวังอย่างได้ผล

1. แนวรั้วสัญญาณเตือนภัยด้วยเสียง (แบบ 6 เสียง )

2. เพื่อเตือนชุดเฝ้าระวังช้างและใช้แบตเตอร์รี่ ไม่เป็นอันตรายทั้งคนและสัตว์ป่า

3. ปลูกต้นไม้(ต้นสน) พันธุ์ไม้โตเร็ว ให้เป็นแนวรั้วธรรมชาติ

เป็นแนวถี่สลับฟันปลา ระยะห่าง 1 เมตร x 1 เมตร 8 ชั้น เพื่อแบ่งแนวเขตการเฝ้าระวัง

4. ถนนตรวจการณ์ ระยะกว้าง 3 เมตร เพื่อความสะดวก ของทีมลาดตระเวนเฝ้าระวังยามค่ำคืนและตรวจเช็คอุปกรณ์

5. หอเฝ้าระวังช้างแบบถาวร(หอสังเกตุการณ์) เพื่อความปลอดภัย ของทีมเฝ้าระวังช้าง

6. ชุดเฝ้าระวังช้าง (ผลักดันช้างกลับคืนป่า) จะมีการบันทึกข้อมูลลงในแบบฟอร์ม มาตรฐาน เพื่อการตรวจวัดประสิทธิภาพการเฝ้าระวังช้างและพฤติกรรมช้างต่อชุดเฝ้าระวังและการปรับตัว

เวลา 10 : 00 น. นายทองใบ เจริญดง จากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย ทำหน้าที่หัวหน้าศูนย์ข้อมูลอนุรักษ์ช้างป่าละอู และผู้ประสานงาน ในโครงการอนุรักษ์ช้างป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ในพื้นที่ทั้ง 4 ตำบลฯ กล่าวรายงานความก้าวหน้าแนวทางการจัดการปัญหา

HEC_06

นายทองใบ? เจริญดง กล่าวรายงานความก้าวหน้าแนวทางการจัดการปัญหา

ในการประชุมวันนี้ขอให้เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือแนวทาง ในส่วนของเรานั้นเป็นผู้ศึกษาข้อมูลทางด้านวิชาการให้ หรือท่านอาจจะมีวิธีการอื่นเพื่อนำเสนอก็ได้ในการบรรเทาปัญหาที่เหมาะสม ในภาพรวมเราพยายามรวบรวมวิธีการหลายอย่างให้มองเห็นชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเราทราบกันดีว่าช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ไม่มีวิธีการใดจะจัดการหรือป้องกันได้อย่างเบ็ดเสร็จ นอกจากคนเท่านั้นที่จะเป็นผู้จัดการหรือป้องกันได้ วันนี้เราจะแนะนำให้ท่านทราบถึงวิธีการใช้

เครื่องมือของการป้องกันและบรรเทาปัญหาที่เป็นมาตรฐาน ว่ามีอะไรบ้าง อย่างที่หลายท่านก็ได้ทราบกันดีแล้ว แนวทางหลักๆ ก็จะมี 4 ชั้น เช่น แนวรั้วสัญญาณเตือนภัย แนวรั้วต้นสน แนวถนนตรวจการ หอเฝ้าระวังช้างป่า และคนเฝ้าระวัง เราจะเน้นให้ความปลอดภัยกับทั้งคนและสัตว์ป่า หรือ ผู้ที่มาเฝ้าระวังช้างป่า เพื่อจะทำให้คนกับสัตว์ป่า เรียนรู้อยู่ร่วมกันได้ จะเห็นได้จากอุปกรณ์เครื่องใช้อย่างเช่น แบตเตอร์รี่ เราจะพยายามไม่ให้ใช้ไฟฟ้า ปัก เสาห่างประมาณ 15 เมตร และส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือหอเฝ้าระวังช้าง ที่แต่เดิมเราแนะนำให้สร้างจากเสาไม้ไผ่มุงด้วยหญ้าคา และพัฒนาส่งเสริมมาให้เป็นเสาคอนกรีนเสริมเหล็ก หลังคากระเบื้อง ทำให้แข็งแรงมากขึ้น และจะอยุ่ถาวรได้ในระยะยาว และที่สำคัญอีกอย่างที่จะขาดไม่ได้เลยคือ คน หรือชุมชนผู้เฝ้าระวังผลักดันให้คืนกลับสู่ป่าตามธรรมชาติ

HEC_07

โดยแต่เดิมมีจัดประชุมเชิงปฏิบัติการมา 2 ปีแล้วปีนี้เป็นปีที่ 3 ในส่วนกิจกรรมเราปลูกต้นไม้(ต้นสน)ไปแล้วรวมประมาณ 30,000 ต้น แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาประสบกับสภาพอากาศแห้งแล้งจึงทำให้ต้นสนที่ปลูกตายคงเหลืออยู่ไม่มากนัก ที่แบบอย่างให้ได้เห็น ต่อไปน่าจะปลูกบริเวณพื้นที่ที่มีการดูแลอย่างดี แล้วค่อยขยายต่อไปในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงอีก จากการประสานงานโครงการนั้นยังรวมไปถึงกิจกรรมการปลูกต้นไม้ เสริมโปร่ง ทำฝายชะลอความชุ่มชื้น มีการเยี่ยมชมโครงการจากสถานศึกษา หรือบุคคลต่างๆ และในอนาคตเราอาจจะมีการจัดกิจกรรมร่วมกับคณะอาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา ครูและนักเรียน ในเขตพื้นที่ของโครงการหรือกลุ่มนอกพื้นที่โครงการ เช่นการปลูกป่า ทำฝาย ส่วนข้อมูลปัญหาช้างป่ากับคนจากการสำรวจข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชทราบว่าปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในบริเวณพื้นที่ป่าอนุรักษ์กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นการจัดการปัญหาจากภาครัฐอย่างเดียวอาจคงจะไม่เพียงพอหรือล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากภาครัฐต้องบริหารจัดการหลายแห่ง และการดำเนินโครงการการมีส่วนร่วมกันที่ผ่านมานั้น สามารถเข้าพื้นที่ศึกษาข้อมูลดูงานได้ที่ หมู่ 8 ตำบลหนองพลับ และหมู่ 1 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ ที่เป็นพื้นที่การจัดการปัญหา ต้นแบบในพื้นที่โครงการ และให้แห่งอื่นที่ได้รับผลกระทบ

เวลา 10:10 น. นาย ชำนาญ มีชัย กำนันตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า

แนวทางการเปลี่ยนแปลงอาชีพนั้นก็เป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่ทางเราชาวบ้านนั้น ต้องการแหล่งน้ำ เช่นโครงการอ่างเก็บน้ำหุบปลากลั้ง หน่วยงานภาครัฐขาดการประสานสานงานกัน โดยหน่วยงานต่างไม่ประสานงานกันเหมือนสมัยก่อนและโดยส่วนตัวแล้วทราบปัญหาดีว่าเป็นอย่างไร เพราะทำงานเป็นกำนันมา 27 ปีแล้ว ในสมัยก่อนช้างจะมาปีและครั้ง ในช่วงฤดูหนาว ที่สำคัญ ช้างจะอยู่ได้ คนต้องรักษ์ช้างด้วย การสร้างหอเฝ้าระวังช้าง หมู่ที่ 1 บ้านเฉลิมเกียรติพัฒนา แล้วจึง ขอฝากทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ว่าควรทำแหล่งน้ำในป่าให้สมบูรณ์ ขอให้มาร่วมมือร่วมใจกันในการทำแหล่งน้ำ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องการพื้นที่ปลูกพืชอาหารช้าง โดยต้องการพื้นที่ตรงหอดูช้าง หมู่ 1 บ้านเฉลิมเกียรติพัฒนา โดยชุมชนร่วมกับทาง องค์การบริหารส่วนตำบล ห้วยสัตว์ใหญ่
สรุปจากชุมชน นำโดยกำนันตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ต้องการให้มีการสร้าง 2 อย่างคือ
1. ต้องการแหล่งน้ำเพื่อคนและสัตว์ป่า หรือช้างป่า
2. ต้องการพื้นที่ปลูกพืชอาหารช้าง เพื่อทดแทนอาหารตามธรรมชาติ

เวลา 10: 35 น. นายเอกธนา ลิ้มเสรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่เองก็ไม่ได้นิ่งเฉย ได้ประสานงานกับอำเภอหัวหิน และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตอนนี้ได้เขียนโครงการป้องกันและบรรเทาปัญหาส่งไปแล้วโดยมีองค์ประกอบหลักๆ ที่จะทำขึ้น เช่น แนวรั้วสัญญาณเตือนภัย หอฝ้าระวังช้างป่า 5 หอ ถนนตรวจการ โดยได้ตั้งงบประมาณไว้ 3,800,000 บาท และทางท่าน ส.จ. ชัยณรงค์ ให้สำรวจแหล่งน้ำให้แก่ช้างมาเพื่อจะได้ผันงบประมาณมาเพื่อดำเนินการโครงการ ทางเราก็ได้รู้คร่าวๆว่าจะ เป็นพื้นที่ พรุไทร และหมู่ 5 ห้วยปลากลั้ง และหมู่4 หมู่ 9 หมู่ 7 ก็ได้เสนอขึ้นไปให้กับทาง ส.จ.แล้ว แต่คาดว่าอาจจะได้ไม่ทั้งหมด และเมื่อเราได้ทั้งหมดมาก็จะดำเนินการประสานงานกับทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และทางชุมชนได้มีการเสนอในเรื่องของการปลูกหญ้า หรือพืชอาหารช้าง จะคุยกันในวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 นี้กับท่านผู้ว่า ราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเร่งรัดงบประมาณในการจัดทำแนวรั้วป้องกันและบรรเทาปัญหาฯ ดังกล่าวด้วย การประชุมเชิงปฏิบัติการ ในห้องประชุม มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและมีข้อสักถาม-ตอบ จากหน่วยภาครัฐ และภาคประชาชน กันอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงเวลา 10 : 50 น. จากนั้นหลังพัก รับประทานอาหารว่าง

HEC_08

ผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ นำโดยนายอนุวัช เต็มชัย ปลัดอำเภอหัวหิน และนายชัยวัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และดร.ชุติอร ซาวีนี รองผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย พร้อมผู้นำชุมชน ตำรวจ ครู อาจารย์ เดินทางเข้าพื้นที่เยี่ยมชมการทำแนวรั้วสัญญาณเตือน และหอเฝ้าระวังช้างป่า บริเวณพื้นที่หมู่ 1 บ้านเฉลิมเกียรติพัฒนา ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แล้วร่วมกันสร้างกิจกรรมปลูกต้นสน ไว้เป็นแบบอย่างตามแนวรั้วสัญญาณเตือนภัย จำนวน 500 ต้น เพื่อเป็นแนวรั้วธรรมชาติในอนาคตกับการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง ต่อไป จากนั้นร่วมกันรับประทานอาหารเที่ยง เสร็จสิ้นการประชุม และกิจกรรม เวลา 13.30 น.

HEC_09

HEC_11

HEC_12

HEC_10

ขอขอบคุณ..

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน , สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย
อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อบต.หนองพลับ อบต.ป่าเด็ง อบต.บึงนคร อำเภอหัวหิน ตำรวจพลร่ม ตำรวจภูธร
ครู อาจารย์ สหกรณ์โคนม ไทย-เดนมาร์ก ห้วยสัตว์ใหญ่ ผู้นำพร้อมชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้ง 4 ตำบล

บันทึกการประชุม สมบัติ แฟ้มคลองขอม เจ้าหน้าที่ช่วยสำรวจเก็บข้อมูลภาคสนาม สมาคมอนุรักษ์สัตว์ ประเทศไทย
ภาพประกอบ มนัส อินชุม เจ้าหน้าที่สารสนเทศ สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย
ข้อมูลโดย ทองใบ เจริญดง หัวหน้าศูนย์ / ผู้ประสานงานโครงการอนุรักษ์ช้างฯ สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย

เครื่องมือของการป้องกันและบรรเทาปัญหาที่เป็นมาตรฐาน ว่ามีอะไรบ้าง อย่างที่หลายท่านก็ได้ทราบกันดีแล้ว แนวทางหลักๆ ก็จะมี 4 ชั้น เช่น แนวรั้วสัญญาณเตือนภัย แนวรั้วต้นสน แนวถนนตรวจการ หอเฝ้าระวังช้างป่า และคนเฝ้าระวัง เราจะเน้นให้ความปลอดภัยกับทั้งคนและสัตว์ป่า หรือ ผู้ที่มาเฝ้าระวังช้างป่า เพื่อจะทำให้คนกับสัตว์ป่า เรียนรู้อยู่ร่วมกันได้ จะเห็นได้จากอุปกรณ์เครื่องใช้อย่างเช่น แบตเตอร์รี่ เราจะพยายามไม่ให้ใช้ไฟฟ้า ปัก เสาห่างประมาณ 15 เมตร และส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือหอเฝ้าระวังช้าง ที่แต่เดิมเราแนะนำให้สร้างจากเสาไม้ไผ่มุงด้วยหญ้าคา และพัฒนาส่งเสริมมาให้เป็นเสาคอนกรีนเสริมเหล็ก หลังคากระเบื้อง ทำให้แข็งแรงมากขึ้น และจะอยุ่ถาวรได้ในระยะยาว และที่สำคัญอีกอย่างที่จะขาดไม่ได้เลยคือ คน หรือชุมชนผู้เฝ้าระวังผลักดันให้คืนกลับสู่ป่าตามธรรมชาติ

โดยแต่เดิมมีจัดประชุมเชิงปฏิบัติการมา 2 ปีแล้วปีนี้เป็นปีที่ 3 ในส่วนกิจกรรมเราปลูกต้นไม้(ต้นสน)ไปแล้วรวมประมาณ 30,000 ต้น แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาประสบกับสภาพอากาศแห้งแล้งจึงทำให้ต้นสนที่ปลูกตายคงเหลืออยู่ไม่มากนัก ที่แบบอย่างให้ได้เห็น ต่อไปน่าจะปลูกบริเวณพื้นที่ที่มีการดูแลอย่างดี แล้วค่อยขยายต่อไปในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงอีก จากการประสานงานโครงการนั้นยังรวมไปถึงกิจกรรมการปลูกต้นไม้ เสริมโปร่ง ทำฝายชะลอความชุ่มชื้น มีการเยี่ยมชมโครงการจากสถานศึกษา หรือบุคคลต่างๆ และในอนาคตเราอาจจะมีการจัดกิจกรรมร่วมกับคณะอาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษา ครูและนักเรียน ในเขตพื้นที่ของโครงการหรือกลุ่มนอกพื้นที่โครงการ เช่นการปลูกป่า ทำฝาย ส่วนข้อมูลปัญหาช้างป่ากับคนจากการสำรวจข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชทราบว่าปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในบริเวณพื้นที่ป่าอนุรักษ์กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นการจัดการปัญหาจากภาครัฐอย่างเดียวอาจคงจะไม่เพียงพอหรือล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากภาครัฐต้องบริหารจัดการหลายแห่ง และการดำเนินโครงการการมีส่วนร่วมกันที่ผ่านมานั้น สามารถเข้าพื้นที่ศึกษาข้อมูลดูงานได้ที่ หมู่ 8 ตำบลหนองพลับ และหมู่ 1 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ ที่เป็นพื้นที่การจัดการปัญหา ต้นแบบในพื้นที่โครงการ และให้แห่งอื่นที่ได้รับผลกระทบ