Human & Elephant Conflicts Mitigation

โครงการการสำรวจช้างเอเซียและการลดปัญหาขัดแย้งคนกับช้างป่า
ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประเทศไทย

Asian Elephant Surveys and Human-Elephant Conflict Mitigation
in Kaeng Krachan National Park, Thailand

HEC05

สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย ร่วมกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ ตำบลหนองพลับ ตำบลป่าเด็ง ตำบลบึงนคร กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในการทำงานแก้ปัญหาช้างป่าทีออกมาทำลายพืชผลในพื้นที่ด้านนอกทางตอนใต้ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สมาคมฯ พยายามพัฒนาวิธีการที่ช่วยบรรเทาปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนเพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับพื้นที่อื่นที่ปัญหาคล้ายคลึงกันในภูมิภาคตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา โครงการนี้มีดร.ไซมอน เฮดเจส (Simon Hedges) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้างเอเชียของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ

แผนที่แสดงการกระจายของช้างป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

HEC02

ภัยคุกคามช้างป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

HEC01

HEC04ที่มาโครงการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง

สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย ได้ทำงานร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน และชาวบ้านที่ประสบกับปัญหาช้างป่าออกมากินพืชไร่ พืชสวนของตน ในการหาทางแก้ไขและบรรเทาปัญหาเรื่องช้างป่านี้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน ซึ่งสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่ง ในคณะกรรมการ การแก้ไขปัญหาช้างป่าออกมากินพืชไร่ ในตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และในตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และมีการประชุมรายงานความคืบหน้าโครงการ ทุก ๆ 2 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 โดยทางสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าให้ความช่วยเหลือในเรื่องการสำรวจ ศึกษา เก็บข้อมูล อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และเป็นระบบเพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งหาวิธีการและมาตรการป้องกันช้างป่ารูปแบบใหม่ ๆ มาทดลองใช้ในพื้นที่ การดำเนินงานเน้นในเรื่องการศึกษาประชากรช้างป่าในเรื่องของชีววิทยา การกระจายและภัยคุกคามช้างป่าที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ซึ่งรวมถึงเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง เมื่อทราบการกระจายของประชากรแล้ว จึงได้วางแผนเก็บข้อมูลเพื่อให้ทราบว่าระดับของภัยคุกคามที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง (Human-Elephant Conflict -HEC) นั้นมีมากน้อยเพียงใด โดยการเก็บข้อมูลจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเข้าใจระดับความขัดแย้งแล้ว จึงได้ดำเนินสร้างระบบเพื่อการป้องกันและลดปัญหาความขัดแย้งในการหามาตรการป้องกันช้างทำลายพืชไร่ในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยรวมถึงการพัฒนารูปแบบการเสริมประสิทธิภาพการลาดตระเวนควบคู่ไปด้วย (ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเสริมประสิทธิภาพการลาดตระเวน) ภายใต้เป้าหมายดังนี้

1. ศึกษารวบรวมข้อมูลการกระจายที่เป็นปัจจุบันของช้างป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
2. การศึกษาเรื่องปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของช้างในพื้นที่ป่าการสำรวจโป่ง แหล่งน้ำ และพืชอาหาร
3. ศึกษาข้อมูลประชากรช้างป่าและความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างในพื้นที่ด้วยวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์และมีมาตรฐาน พร้อมทั้งกระบวนการแก้ไขและจัดการ
4. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการกระจายของสัตว์ชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ ในอุทยานฯ
5. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามสัตว์ป่าที่เกิดขึ้นในป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
6. พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ทั้งในเรื่องเทคนิคการนำทาง? การจดบันทึก? และการทำงานอย่างเป็นระบบ
7. นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวางแผนงานการจัดการต่าง ๆ ของอุทยานฯ

HEC06

ปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างไม่รู้จบ รากเหง้าของปัญหาในเบื้องต้นคือการเพิ่มขึ้นอย่างเกินขอบเขตของมนุษย์และภาวะการรบกวนพื้นที่ป่าที่อยู่อาศัยเดิมของช้าง การที่ช้างออกจากป่านั้น เนื่องมาจากสาเหตุหลักๆ คือ

1) รูปแบบการเคลื่อนย้ายประชากรตามธรรมชาติของช้าง

มีรายงานการศึกษาบางชิ้นบ่งชี้ว่ารูปแบบการเคลื่อนย้ายประชากรช้างที่ปรากฏในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับรูปแบบที่เคยเป็นมาในอดีตแม้ว่าถิ่นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมจะถูกทำลายหรือถูกเปลี่ยนแปลงสภาพโดยมนุษย์ไปแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าในบางพื้นที่ช้างอาจเคลื่อนย้ายมายังพื้นที่เกษตรกรรมอันเนื่องจากบริเวณดังกล่าวตั้งอยู่ในเส้นทางการเคลื่อนย้ายผ่านตามธรรมชาติ และเมื่อช้างป่าได้สัมผัสกับพืชผลทางการเกษตรจึงเกิดความคุ้นเคยและช้างบางตัวอาจปรับตัวอาศัยอยู่ใกล้พื้นที่เกษตรกรรมในช่วงเวลากลางวันเพื่อรอเข้ามาหากินในพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงกลางคืน

2) แหล่งน้ำ

แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเช่นอ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ หรือคลองชลประทานมักตั้งอยู่ตามแนวขอบป่าซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของช้าง ในฤดูแล้งที่น้ำเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนช้างป่าจึงมักเข้ามาใช้ประโยชน์ในแหล่งน้ำเหล่านี้เช่นกัน ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสในการที่ช้างจะเข้ามาอยู่ในระยะใกล้หรือเคลื่อนผ่านพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเข้าถึงแหล่งน้ำ มีรายงานว่าช้างสามารถระบุตำแหน่งของแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้อย่างแม่นยำ การจะระบุให้ได้อย่างแน่ชัดว่าช้างกินพืชเกษตรเนื่องจากอยู่บนเส้นทางเข้าถึงแหล่งน้ำ หรืออาจเพียงใช้แหล่งน้ำดังกล่าวโดยบังเอิญระหว่างการออกมากินพืชเกษตรขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมเฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่

3) การลดขนาดของถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ

เมื่อผืนป่าถูกแบ่งแยกเป็นหย่อมๆ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของช้างป่าจึงลดขนาดลงเรื่อยๆ และเป็นการบีบบังคับให้สัตว์ป่าที่ใช้พื้นที่หากินขนาดใหญ่เช่นช้างประสบกับความยากลำบากในการอยู่รอด นอกจากนี้ยิ่งพื้นที่เกษตรกรรมมีการขยายตัวมากขึ้นเท่าใดก็จะยิ่งทำให้เกิดสภาพที่เป็นขอบป่ามากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสในการที่ช้างจะเคลื่อนย้ายเข้ามาในแปลงเกษตรได้มากขึ้น ในหลายกรณีพื้นที่เกษตรกรรมยังเป็นพื้นที่ราบซึ่งตั้งอยู่ระหว่างผืนป่าธรรมชาติสองฝั่งจึงเป็นเสมือนทางบังคับให้ช้างต้องเคลื่อนที่ผ่านแปลงเกษตรเพื่อเดินข้ามไปยังป่าอีกฝั่งหนึ่ง

4) ความเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่อาศัย

ในหลายพื้นที่เจ้าหน้าที่มักตั้งสมมติฐานการที่ช้างออกมากินพืชเกษตรว่าเป็นเพราะถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติเสื่อมโทรมลงจนทำให้ช้างขาดแคลนพืชอาหาร โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ที่เป็นการแก่งแย่งอาหารโดยตรงของช้าง อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่ผ่านมายังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าคุณภาพของถิ่นที่อยู่อาศัยมีผลต่อการทำให้ช้างออกมาหากินนอกถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติหรือไม่ อย่างไร

5) คุณค่าทางอาหารและรสชาติของพืชผลทางการเกษตร

พันธุ์พืชเกษตรที่มนุษย์คัดเลือกมาปลูกในเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่เป็นชนิดพันธุ์ที่มีความเหมาะสมต่อการบริโภค ทั้งขนาด รสชาติ กลิ่น รวมไปถึงคุณค่าทางสารอาหาร จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อช้างได้ลิ้มลองรสชาติของพืชเกษตรซึ่งหลายชนิดมีความคล้ายคลึงกับพืชอาหารตามธรรมชาติแต่มีคุณค่าทางสารอาหารที่เหนือกว่ามากจะทำให้ช้างเกิดแรงจูงใจในการออกมากินพืชเกษตรอีก นอกจากนี้น้ำตาลซูโครสในพืชเกษตรหลายชนิดยังทำให้รสชาติดีและให้พลังงานแก่ช้างได้มากกว่าพืชอาหารตามธรรมชาติที่มักมีเส้นใยสูงและย่อยยาก

แผนที่แสดงการเกิดเหตุการณ์ความเสียหาย

HEC12

รายละเอียดการศึกษานิเวศวิทยาของช้างป่าและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างในอดีตจนถึงปัจจุบัน

1. กิจกรรมการสำรวจโป่งและแหล่งน้ำในพื้นที่ป่าอุทยานแก่งชาติแก่งกระจานตอนใต้ช่วงหน้าแล้ง (มกราคม ? เดือนพฤษภาคม 2548)

สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในการเดินสำรวจในพื้นที่ป่าและชายขอบป่าเพื่อหาแหล่งน้ำและแหล่งโป่งที่อยู่ในพื้นที่ โดยมีการบันทึกพิกัดและรายละเอียดต่างๆ ที่พบเห็นและนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ใส่ลงคอมพิวเตอร์เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลและเก็บไว้ในฐานข้อมูล การสำรวจในช่วงหน้าแล้งเป็นการเดินสำรวจทุกวันจันทร์-ศุกร์โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์-พฤษภาคม

2. กิจกรรมการเก็บข้อมูลความเสียหายที่ช้างป่าออกมากินพืชเกษตรของชาวบ้านในบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

เป็นกิจกรรมที่มีการทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2547 คือเป็นการทำงานร่วมกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจนถึงปี 2548 หลังจากนั้นทางสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าได้ดำเนินการต่อเนื่องร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะมีทีมสำรวจข้อมูลความเสียหายออกสอบถามชาวบ้านที่อยู่บริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานทุกวันจันทร์-วันศุกร์ วิเคราะห์ข้อมูลระดับและมูลค่าความเสียหายอย่างต่อเนื่องและบันทึกข้อมูลใส่ในฐานข้อมูลเช่นเดียวกัน

3. การหามาตรการบรรเทาและแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

การศึกษาทางเลือกของการลดปัญหา แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือรูปแบบการบรรเทาปัญหาในเบื้องต้นและในระยะยาว

HEC07

รูปแบบการบรรเทาปัญหาในเบื้องต้น

HEC08คือการหารูปแบบที่เหมาะสมที่สุดในการป้องกันช้างโดยทางสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษาดูงานเรื่องมาตรการการศึกษาและวิธีการป้องกันช้าง โดยการทำรั้วพริกที่ประเทศแซมเบีย ทวีปแอฟริกา เมื่อวันที่ 21 ? 31 สิงหาคม พ.ศ. 2547 หลังจากนั้นได้นำตัวอย่างพริกแห้งที่คาดว่าเผ็ดที่สุดไปทดสอบหาค่าระดับความเผ็ด โดยส่งไปทำการวิเคราะห์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย แล้วนำไปทดสอบประสิทธิภาพของรั้วพริกที่จะนำมาใช้ในการป้องกันช้าง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้มาจากการทดลองใช้พริกในการป้องกันช้างที่ประเทศซิมบัควีทวีปแอฟริกา แนวคิดนี้เป็นแนวความคิดหนึ่งที่จะนำมาจัดการกับปัญหาในพื้นที่แก่งกระจานแต่ยังไม่เคยมีการทดลองแนวความคิดนี้ในประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าจึงนำแนวคิดนี้ไปทดลองกับช้างเลี้ยงที่ปางช้างอยุธยา โดยมีการประยุกต์โดยใช้พริกที่มีอยู่ในประเทศไทยแทน

จากนั้นจึงได้มีการศึกษาการทดลองสร้างแนวป้องกันช้างโดยใช้แนวคิด 4 แบบ (รั้วพริก รั้วน้ำส้มสายชู รั้วไฟฟ้า และรั้วธรรมดา) ประกอบกับสัญญาณเตือนภัยเมื่อช้างผ่านแนวรั้วเข้ามาและทีมไล่ช้างทำหน้าที่ไล่ช้างแบบปกติที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้ (ไฟฉาย ประทัด และเสียงร้องไล่) พบว่าสัญญาณเตือนภัยเมื่อช้างเข้ามาในแนวรั้วค่อนข้างมีประสิทธิภาพเนื่องจากสามารถแจ้งเตือนเมื่อช้างข้ามแนวรั้วเพื่อเข้ามาในพื้นที่? ทำให้ทีมไล่ช้างสามารถไล่ช้างให้กลับเข้าป่าไปได้โดยที่พืชเกษตรไม่ได้รับความเสียหายหรือได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะนี้ทางสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าร่วมกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ ได้เสนอทางออกให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากช้าง ให้มีการทำแนวรั้วสัญญาณพร้อมกับการประสานงานร่วมกันในการเฝ้าระวังช้างป่า โดยโครงการนำร่องนี้ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ ป่าเด็ง และหนองพลับในการหาทุนสนับสนุนจากองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นการจัดสร้างแนวรั้ว หอเฝ้าระวังและการดำเนินการเฝ้าระวัง ภายใต้การประสานงานจากเจ้าหน้าที่สมาคมฯ ในเบื้องต้นแนวรั้วสัญญาณดังกล่าวได้รับการออกแบบอย่างมีมาตรฐานและรูปแบบเดียวกันทุกพื้นที่โดยมีความยาว 15 กิโลเมตรต่อเนื่องไปจากตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ถึงตำบลป่าเด็ง และอีก 5 กิโลเมตรในตำบลหนองพลับ โดยมีการสร้างหอเฝ้าระวังแบบมาตรฐานตามแนวรั้วทุก 700 เมตร และชุดเฝ้าระวังไล่ช้างประจำอยู่ทุกจุด นอกจากนี้ชุดเฝ้าระวังจะต้องบันทึกข้อมูลต่างๆเพื่อศึกษาถึงประสิทธิภาพแนวรั้วและชุดเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นประโยชน์ในการประเมินความสำเร็จและบันทึกในระบบฐานข้อมูล

HEC11


HEC14

รูปแบบการบรรเทาปัญหาในระยะยาว

เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ทำกินของเกษตรกร เนื่องจากสาเหตุอาจจะมาจากพืชไร่มีความดึงดูดความต้องการของช้าง และทำให้มีการกระจายอยู่บริเวณด้านนอกและไม่กลับเข้าป่าอีก การศึกษานี้จึงมีความต้องการเพื่อการหาข้อมูลความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงอาชีพ หรือเปลี่ยนแปลงชนิดพืชไร่ โดยพิจารณาถึงปัจจัยหลายประการเช่น ความเหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ การตลาด เงินทุนหมุนเวียน รายได้ ฯลฯ

การศึกษาถึงประสิทธิภาพของพื้นที่ในการรองรับประชากรช้างป่า เป็นวิธีการหนึ่งที่จะสามารถตอบได้ว่าสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างช้างกับคนนั้นคืออะไร ทางสมาคมอนุรักษ์ช้างป่าจึงได้ร่วมมือกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการประมาณจำนวนประชากรช้างป่าในพื้นที่ในโครงการฯ

HEC13

คู่มือเทคนิคการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง >> ดาวน์โหลด >>

mannual-HEC


ติดตามรายละเอียดกิจกรรมและโครงการที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่ >>

- รายงานกิจกรรม การบรรเทาปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง
- โครงการต่างๆ ในผืนป่าแก่งกระจาน
- โครงการสำรวจประชากรช้างของสมาคมฯ