ประชุมเชิงปฏิบัติการ HEC ครั้งที่ 2
การประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2
แนวทางการอนุรักษ์ช้างป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
และการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง
ในพื้นที่ 4 ตำบล ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดเพชรบุรี ที่ได้รับผลกระทบ
วันศุกร์ที่ 20 พ.ย. 2552 ณ ห้องประชุม อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ จ.ประจวบคีรีขันธ์
จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 69 คน

สืบเนื่องจากการที่ช้างป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจำนวนหนึ่งออกมาหากินนอกเขตอุทยานฯ และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน พืชผลทางการเกษตร ตลอดจนส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ที่ใช้เส้นทางสัญจรไปมาในเวลากลางคืน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มเป็นปัญหาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2548 โดยมีตำบลที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 4 ตำบล ได้แก่ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ ต.หนองพลับ ต.บึงนคร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยทั้งนี้แต่ละตำบลได้มีการจัดการกับปัญหาแตกต่างกันตามแต่บริบทของชุมชน ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐและหน่วยงานอิสระที่ทำงานในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย ที่ได้ร่วมจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผลกระทบและทดสอบหาแนวทางการจัดการกับปัญหาอย่างถูกต้องเหมาะสม และยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2548 อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน การจัดการกับปัญหาดังกล่าวประสบผลสำเร็จในบางพื้นที่ ขณะที่บางพื้นที่ก็ยังคงหาวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม

การประชุมครั้งนี้ จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นเวทีกลางสำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่อง การอนุรักษ์และจัดการปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกับองค์กรภาครัฐ และหน่วยงานอิสระ เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีและถูกต้องในการอนุรักษ์ช้างป่า ตลอดจนสร้างเครือข่ายในการทำงานอนุรักษ์ช้างป่าร่วมกันอย่างยั่งยืน

ในช่วงเช้า นายพิสิษฐ์ สุนทรีรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม ตามด้วย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานขึ้นกล่าวเกี่ยวกับบทบาทของอุทยานฯ กับการจัดการปัญหาระหว่างคนกับช้างป่าในพื้นที่ทางตอนใต้ของอุทยานฯ โดยปัจจุบันได้มีการปรับปรุงแหล่งอาหารสำหรับสัตว์ป่าเพื่อดึงดูดให้สัตว์ ป่ากลับไปใช้พื้นที่ภายในอุทยานฯ ไม่ออกมาสร้างปัญหาในพื้นที่ของชาวบ้านซึ่งอาจจะต้องอาศัยเวลา นอกจากนี้ยังได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่และรถยนต์ไว้ประสานงานกับ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (ประเทศไทย) แต่ด้วยทางอุทยานฯ มีภารกิจในความรับผิดชอบอีกหลายด้าน จึงขอความร่วมมือจากชุมชนโดยรอบอุทยานฯ ให้ช่วยกันดูแล ไม่ให้มีการให้อาหารช้างและสัตว์ป่าเพราะจะทำให้สัตว์ป่าเปลี่ยนพฤติกรรม และก่อให้เกิดผลกระทบอย่างในปัจจุบัน

ในช่วงบ่าย เป็นการเสนอบทบาทของทางสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (ประเทศไทย) มีการสรุปผลการศึกษาตั้งแต่ปี 2548 โดย ดร.ชุติอร ซาวีนี และนายทองใบ เจริญดงได้กล่าวถึงแนวทางที่เหมาะสมและยั่งยืนในการแก้ปัญหา โดยสรุปให้เห็นว่าการแก้ปัญหาควรมีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว และใช้แบบผสมผสานกันระหว่างวิธีการป้องกันแบบขับไล่กับวิธีป้องกันโดยการ สร้างสิ่งกีดขวางแบบถาวร โดยแบ่งออกเป็น แนวป้องกัน ชั้นที่ 1 คือสัญญาณเตือนภัย แนวป้องกัน ชั้นที่ 2 คือรั้วต้นสน โดยปลูกที่ระยะ 1×1 เมตร แบบสลับฟันปลา จำนวน 8 แถว แนวป้องกัน ชั้นที่ 3 คือถนนตรวจการ และแนวป้องกัน ชั้นที่ 4 คือหอเฝ้าระวังช้าง (หอสังเกตการณ์)

ทั้งนี้ ตลอดการประชุมทั้งภาคเช้าและภาคบ่ายได้มีการตอบคำถามและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากตัวแทนภาครัฐ หน่วยงานอิสระ และชุมชุมในหลายประเด็น อาทิเช่น การถกปัญหาเรื่องการขุดร่องและการทำรั้วพริกเพื่อป้องกันช้าง ซึ่งโดยสรุปแล้วอาจจะไม่ได้ผล ในขณะที่วิธีการผลักดันให้ช้างกลับเข้าป่าโดยอาศัยรั้วสัญญาณและความร่วมมือของชาวบ้านดังที่ใช้ในปัจจุบันน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมมากกว่า มีการออกความเห็นสนับสนุนแนวคิดการปลูกสนเพื่อทำแนวรั้วธรรมชาติในการกันช้าง ว่าน่าจะเป็นแนวทางที่น่าจะเหมาะที่สุดในขณะนี้ มีการนำเสนอปัจจัยหลักที่ทำให้บางพื้นที่ เช่น ในตำบลหนองพลับประสบความสำเร็จ ซึ่งก็คือความร่วมมือภายในชุมชน มีการหารือถึงประเด็นของตำบลหนองพลับที่ให้ความสนใจในการสร้างรั้วสัญญาณ แต่ยังติดปัญหาเรื่องงบประมาณ มีการยกระดับของการจัดการปัญหาให้เป็นประเด็นร่วมกันระหว่างพื้นที่ทั้ง 4 ตำบล เพื่อหาแนวทางจัดการร่วมกัน ตลอดจนการเสนอให้ประสานความร่วมมือกับ สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เข้าร่วมแก้ไขปัญหาด้วย

ช่วงท้ายของการประชุม ทั้ง 4 ตำบลได้นัดหมายเพื่อหารือเกี่ยวกับการเขียนโครงการของบประมาณสนุบสนุนการทำแนวรั้วสัญญาณ หอสังเกตการณ์ และชุดเฝ้าระวังเพื่อการจัดการพื้นที่ร่วมกัน เนื่องด้วยทั้ง 4 ตำบลได้ลงความเห็นร่วมกันว่า โอกาสที่จะได้รับงบประมาณสนับสนุนที่มากกว่าการเขียนโครงการแยกส่วนกันเป็นแต่ละตำบลนั้น คือ การประสานความร่วมมือจากแต่ละพื้นที่ให้เป็นหนึ่งโครงการเดียวกัน ซึ่งจะทำให้มองเห็นภาพรวมของปัญหาได้ชัดเจนและกว้างขึ้น อีกทั้งจะเป็นพลังความร่วมมือในการแก้ปัญหาในอนาคต

รายละเอียดของโครงการที่จะร่วมกันจัดการปัญหาระหว่างคนกับช้างในพื้นที่ทั้ง 4 ตำบล คงต้องรอติดตามในการประชุมครั้งค่อไป
ข้อมูล : ทองใบ เจริญดง
เรียบเรียง : มนูญ ปลิวสูงเนิน
พิสูจน์อักษร : ณัฐินี เจรจาศิลป์
ภาพประกอบ : มนัส อินชุม