Tiger and Prey
เสือโคร่ง : สถานภาพ ถิ่นอาศัย
และบทบาทเชิงนิเวศวิทยา

ชนิดของเสือโคร่ง
ในอดีต เสือโคร่ง (Panthera tigris) มีการกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางในทวีปเอเชีย ตั้งแต่ไซบีเรีย เอเชียตะวันตก คาบสมุทรอินเดีย คาบสมุทรเกาหลี จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชวา สุมาตราและบาหลี โดยทั่วไปเสือโคร่งในทุกพื้นที่จะมีลักษณะรูปร่างและสีขนคล้ายคลึงกัน แต่หากสังเกตในรายละเอียดปลีกย่อยแล้วจะพบว่ามีความแตกต่างกันบางประการ จนสามารถแยกสายพันธุ์เสือโคร่งในถิ่นต่าง ๆ ออกเป็น 8 สายพันธุ์ดังต่อไปนี้
เสือโคร่งในโลกมีทั้งหมด 8 สายพันธุ์ ได้แก่
1.สายพันธุ์บาหลี (Panthera tigris balica) Bali tiger
2.สายพันธุ์ชวา (Panthera tigris sondaica) Javan tiger
3.สายพันธุ์แคสเปียน (Panthera tigris virgata) Caspian tiger
4.สายพันธุ์อินโด-ไชนีส (Panthera tigris corbetti) Indo-Chinese tiger
5.สายพันธุ์เบงกอล (Panthera tigris tigris) Royal Bengol tiger
6.สายพันธุ์ไซบีเรียน (Panthera tigris altaica) Siberian tiger
7.สายพันธุ์เซ้าท์ไชน่า (Panthera tigris amoyensis) South China tiger
8.สายพันธุ์สุมาตรา (Panthera tigris sumatran) Sumatran tiger
เสือโคร่งทั้ง 8 สายพันธุ์มีความแตกต่างกัน โดยสามารถจำแนกได้จากขนาดรูปร่าง, ความเข้มหรืออ่อนของสี, ความยาวของขน, ลักษณะลวดลาย, สัดส่วนของหัวกระโหลก ฯลฯ
ปัจจุบันมีเสือโคร่งสูญพันธุ์ไปแล้วถึง 3 สายพันธุ์ คือ
1.สายพันธุ์บาหลี (Panthera tigris balica) Bali tiger เป็นเสือโคร่งที่มีขนาดเล็กที่สุด (หนักประมาณ 80-100 ก.ก.) มีสีเข้มที่สุด ลักษณะลวดลายเล็กที่สุด เคยมีถิ่นอาศัยอยู่ที่บนเกาะบาหลี อินโดนีเซีย เคยสำรวจพบครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2483 และสูญพันธุ์ไปเมื่อปี พ.ศ. 2493
2.สายพันธุ์ชวา (Panthera tigris sondaica) Javan tiger เป็นเสือโคร่งขนาดเล็กที่มีสีเข้มและมีลวดลายใกล้เคียงกับสายพันธุ์บาหลี แต่แตกต่างกันตรงที่มีลักษณะรูปร่างที่ใหญ่กว่า (หนักประมาณ 110-140 ก.ก.) เคยมีถิ่นอาศัยอยู่บนเกาะชวา อินโดนีเซีย เคยสำรวจพบครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2515 และสูญพันธุ์ไปเมื่อปี พ.ศ. 2519
3.สายพันธุ์แคสเปียน (Panthera tigris virgata) Caspian tiger เป็นเสือโคร่งที่มีรูปร่างลักษณะใกล้เคียงกับสายพันธุ์ไซบีเรียนแต่แตกต่างกันตรงที่มีสีเข้มกว่าและเป็นเสือขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ (หนักประมาณ 140-240 ก.ก.) เคยมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณเติร์กมินิสถาน อุสเบกิสถาน อาฟกานิสถาน อิหร่าน ตุรกี มองโกเลีย เคยสำรวจพบครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2491 และสูญพันธุ์ไปเมื่อปี พ.ศ. 2493
เสือโคร่ง 5 สายพันธุ์ที่ยังคงเหลืออยู่ ได้แก่
1.สายพันธุ์อินโด-ไชนีส (Panthera tigris corbetti) Indo-Chinese tiger เป็นเสือโคร่งที่มีรูปร่างลักษณะใกล้เคียงกับสายพันธุ์เบงกอลมาก แต่สีจะเข้มกว่าเป็นเสือขนาดกลาง (หนักประมาณ 130-200 ก.ก.) มีถิ่นอาศัยอยู่ในป่าเมืองไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนามและทางตอนใต้ของจีน
2.สายพันธุ์เบงกอล (Panthera tigris tigris) Royal Bengol tiger เป็นเสือโคร่งขนาดใหญ่ (หนักประมาณ 160-260 ก.ก.) ลำตัวมีสีเหลืองปนเทาหรือปนน้ำตาล แต่ละตัวจะมีลายแถบปรากฏบนหลังและด้านข้างของลำตัวต่างกัน ขนใต้ท้อง คางและคอเป็นสีขาว ขนเหนือตาสีขาวและมีแถบสีดำ หางมีแถบสีดำเป็นบั้งๆตั้งแต่โคนถึงปลาย ปลายหางเป็นสีดำ ลักษณะเด่นคือหลังหูสีดำและมีจุดขาวนวลใหญ่มองเห็นได้ชัดเจน มีถิ่นอาศัยอยู่ในอินเดีย มีบางส่วนอาศัยอยู่ในเนปาล บังคลาเทศ ภูฏาณ และป่าแถบตะวันตกของพม่า
3.สายพันธุ์ไซบีเรียน (Panthera tigris altaica) Siberian tiger เป็นเสือโคร่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด(หนักประมาณ 170-300 ก.ก.) แถบข้างลำตัวจะห่างและกว้างกว่าสีออกโทนน้ำตาลมากกว่าสีดำ ขนตรงบริเวณอกจะมีสีขาว มีขนยาวและหนามาก โดยเฉพราะบริเวณรอบคอ เนื่องจากเป็นเสือที่อาศัยอยู่ในเขตหนาวจึงมีสีที่จางกว่าสายพันธุ์อื่นๆ เพื่อให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่เป็นหิมะ มีถิ่นอาศัยอยู่ทางตะวันออกของรัสเซียแทบทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยที่พบทางตอนเหนือของจีนและทางตอนเหนือของเกาหลีเหนือ
4.สายพันธุ์เซ้าท์ไชน่า (Panthera tigris amoyensis) South China tiger เป็นเสือโคร่งที่มีขนาดกลางค่อนข้างเล็ก (หนักประมาณ 120-150 ก.ก.) ลักษณะพิเศษคือจะมีแถบลายข้างลำตัวน้อยกว่าเสือสายพันธุ์อื่นๆ ปัจจุบันเสือโคร่งสายพันธุ์นี้อยู่ในสภาพใกล้สูญพันธุ์มากที่สุด เพราะไม่มีให้เห็นในป่าธรรมชาติแล้ว ส่วนใหญ่จะเหลืออยู่ที่สวนสัตว์ในจีน มีถิ่นอาศัยอยู่ในตอนกลางและตะวันออกของจีน
5. สายพันธุ์สุมาตรา (Panthera tigris sumatran) Sumatran tiger เป็นสายพันธุ์เสือโคร่งที่มีขนาดเล็กที่สุด (หนักประมาณ 90-120 ก.ก.) มีสีเข้มมากที่สุดและมีลวดลายแถบสีดำกว้างและชิดกัน บางทีเป็นแถบริ้วลายคู่ แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน มีถิ่นอาศัยอยู่เฉพาะที่เกาะสุมาตรา อินโดนีเซียเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
ชีววิทยาการกินอาหารของเสือโคร่ง
โดยหลักการตามความต้องการพลังงานของสัตว์ โดยเฉพาะเสือโคร่งต้องการเหยื่อเป็นอาหารมากกว่า 20 กิโลกรัม ความหนาแน่นของเหยื่อมีอิทธิพลต่อความหนาแน่นของเสือโคร่ง ซึ่งปริมาณของเหยื่อจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเสือโคร่งตัวเมียอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ความหนาแน่นของเหยื่อสูงส่งผลต่อการรองรับประชากรของสัตว์อื่น ๆ ในพื้นที่ไปด้วย นอกจากนี้อัตราการรอดตายของลูกเสือโคร่งจะมีสูงเมื่อมีปริมาณเหยื่อของเสือโคร่งมากด้วย
เหยื่อของเสือโคร่งเป็นตัวชี้วัดพลวัตรของประชากรเสือโคร่ง เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิตของเสือโคร่ง เนื่องจากพื้นฐานการดำรงชีวิตของเสือโคร่งต้องอาศัยอาหาร นั่นคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ จากการศึกษาวิจัยในประเทศอินเดียในเรื่องการกินอาหารของเสือโคร่ง เสือโคร่ง 1 ตัว กินเนื้อประมาณ 3,000 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งเทียบได้กับกวางดาวประมาณ 50 ตัว ดังนั้นหากจะให้มีผลผลิตประชากรกวางดาว 50 ตัว เพื่อเป็นอาหารเสือโคร่ง 1 ตัว ต้องดำรงประชากรกวางดาวประมาณ 500 ตัว หรืออีกนัยหนึ่งหากต้องการเพิ่มประชากรเสือโคร่งก็ต้องเพิ่มประชากรสัตว์กีบด้วยนั่นเอง
การขาดวิธีการสำรวจที่ดี ทั้งการนับเสือโคร่งโดยตรง และดูจากร่องรอย ผลจากการสำรวจจะส่งผลอย่างมากต่อความหนาแน่นของเหยื่อ ดังนั้นในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของเสือโคร่งสูง ก็จะเป็นพื้นที่ตัวอย่างการศึกษาที่ใหญ่ด้วยเช่นกัน และจะเป็นที่น่าเชื่อถือในการระบุความสัมพันธ์ของความหนาแน่นระหว่างเสือโคร่งกับเหยื่อได้
การประเมินหาประชากรของเสือโคร่งในพื้นที่ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่ได้พิจารณาถึงประชากรสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่งประกอบกันไป เช่นเดียวกับการปกป้องเสือโคร่งจากการล่าและการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยจะไร้ผล หากสัตว์ที่เป็นเหยื่อไม่ได้รับการปกป้องด้วย ความจริงแล้ว ปัญหาหลักที่สำคัญกับเสือโคร่งคือการล่าเหยื่อของเสือโคร่ง การตระหนักถึงสถานภาพของเสือโคร่งและป้องกันชนิดเหยื่อของเสือโคร่งจึงเป็นปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของเสือโคร่ง
ความสัมพันธ์ระหว่างเสือโคร่งและสัตว์ที่เป็นเหยื่อ
จากการศึกษาชนิดอาหารของเสือโคร่ง ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งพบว่า สัตว์กีบ ได้แก่ วัวแดง กวางป่า เก้ง กระทิง และหมูป่า เป็นอาหารหลักของเสือโคร่ง โดยจะกินเหยื่อที่มีอายุในช่วงโตเต็มวัยมากกว่า (อัจฉรา, 2543) ซึ่งชนิดอาหารที่ซ้อนทับกับเสือดาวนั้น เสือดาวจะเลือกกินเหยื่อที่อยู่ในช่วงก่อนโตเต็มวัยมากกว่า (ศักดิ์สิทธิ์และอัจฉรา, 2546) โดยปกติแล้วเสือโคร่งมักจะสุ่มล่าเหยื่อขนาดใหญ่ เสือโคร่งตัวเต็มวัยที่มีประสบการณ์มักจะมีความระมัดระวังในการล่า และโจมตีเหยื่อตัวที่คิดว่าการล่ามีผลทำให้รับบาดเจ็บน้อยที่สุด (Schaller, 1976)
จากการศึกษาพฤติกรรมในการล่าเหยื่อ พบว่าเสือโคร่งมักจะจับและกัดที่บริเวณต้นคอ ปาก และคอหอย โดยขั้นตอนหลังจากเหยื่อล้มลง เสือโคร่งจะกัดบริเวณคอหอยแล้วงับเหยื่อจนกระทั่งเหยื่อขาดใจตาย การกัดบริเวณลำคอจะช่วยให้เสือปลอดภัยจากเขาและตีนของเหยื่อ Karanth (1995) กล่าวว่า เสือโคร่งชอบกัดที่บริเวณต้นคอ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกคอที่ต่อกับกะโหลกทำให้กระดูกแตกร้าว และเส้นประสาทฉีกขาด อย่างไรก็ตาม แต่พวกสัตว์ขนาดใหญ่เช่น กระทิง กวาง จำนวน 181 ตัวอย่างพบว่าเสือโคร่งกัดบริเวณลำคอ และมักจะลากเหยื่อที่ฆ่าเพื่อหาสิ่งปกคลุม
ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เสือโคร่งกินสัตว์กีบมากที่สุด ประกอบด้วย วัวแดง กวางป่า เก้ง กระทิงและหมูป่าตามลำดับ (อัจฉรา, 2543) จากการศึกษาของศักดิ์สิทธิ์และอัจฉรา (2546) พบว่าสัตว์กีบเป็นอาหารหลักทั้งเสือโคร่ง และเสือดาว ในเหยื่อชนิดเดียวกัน เสือโคร่งมักกินเหยื่อที่มีอายุอยู่ในช่วงโตเต็มวัยซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า ขณะที่เสือดาวกินเหยื่อที่ตัวเล็กกว่าที่มีอายุในช่วงวัยเด็กหรือก่อนโตเต็มวัย
เสือโคร่งกินเหยื่อแต่ละครั้งประมาณ 18-40 กิโลกรัม โดยเริ่มต้นจากบริเวณสะโพก และหากไม่ถูกรบกวนจะใช้เวลาประมาณ 3-6 วัน ในการกินเหยื่อจนหมด Sunquist (1981) ประเมินว่าเสือโคร่งเพศเมียที่ไม่มีลูกจะออกล่าเหยื่อทุก 8-8.5 วัน ที่อุทยานแห่งชาติจิตวันประเทศอินเดีย ถึงแม้ว่าเสือโคร่งที่มีความเชี่ยวชาญในการล่าจะพบว่าบ่อยครั้งที่ไม่สามารถล่าได้ จากการศึกษาของ Schaller (1967) พบว่าจากการเฝ้าสังเกตในธรรมชาติ 12 ครั้ง เสือโคร่งประสบผลสำเร็จเพียง 1 ครั้ง เท่านั้น เขาจึงเสนอว่ามีความเป็นไปได้ว่าเสือโคร่งจะประสบผลสำเร็จในการล่า 1 ครั้ง จะต้องออกล่าเหยื่อถึง 20 ครั้ง การร่วมมือในการล่าจะไม่ปรากฏเด่นชัดน่าจะเป็นเสือที่มีความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น เป็นแม่ เป็นพี่น้องครอกเดียวกัน เสือกินคนเกิดจากความไร้สามารถที่จะล่าเหยื่อปกติได้ มักเกิดขึ้นกับเสือที่แก่ หรือเสือที่บาดเจ็บ โอกาสในการเผชิญหน้าการล่าของเสือโคร่ง ที่เป็นการป้องกันตัวและการกินชิ้นส่วนของมนุษย์ นับเป็นตัวชักนำไปสู่การล่ามนุษย์เป็นเหยื่อซึ่งเป็นเรื่องง่าย

ภาพแสดงปริมาณของเหยื่อ 50 ตัว ต่อเสือโคร่ง 1 ตัว ที่จำเป็นต้องล่าเพื่อเป็นอาหารต่อระยะเวลา 1 ปี
โดยจะต้องมีเหยื่ออยู่ในป่า 500 ตัว
ติดตามโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง >>
- Tiger Forever in Huai Khakhaeng WS
- Tiger Conservation in Thungyai Naresuan WS
- Western Forest Complex (WEFCOM)
- Living Landscape Program

